ทลายแหล่งผลิตเครื่องสำอางเถื่อน ส่งขายร้านนวดสปาทั่วประเทศ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ปฏิบัติการทลายแหล่งผลิตเครื่องสำอางที่ใช้นวดสปา ยี่ห้อเลดี้ฟลาวเวอร์ สมุนไพร แอนด์ สปา ตรวจยึดอายัดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ใช้ผลิต จำนวน 211 รายการ รวมจำนวน 776,352 ชิ้น มูลค่ากว่า 1,500,000 บาท

พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับการประสานจาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี แจ้งเบาะแสจากประชาชนให้ตรวจสอบบ้านพักอาศัยที่ลักลอบผลิตเครื่องสำอางสำหรับนวดสปา ยี่ห้อดัง ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ตามร้านนวดและสปา ขายตามท้องตลาด ร้านขายเครื่องสำอาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนติดตามจนทราบถึงสถานที่ลักลอบผลิตสินค้าดังกล่าวจนนำมาสู่การเข้าตรวจค้นในครั้งนี้

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี นำหมายค้นของศาลแขวงนนทบุรี เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิต ภายในบ้านพักอาศัย พื้นที่หมู่ที่ 1 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พบ นายมนตรี (สงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี เป็นผู้นำตรวจค้น ขณะเข้าตรวจค้นพบแรงงาน กำลังผลิตเครื่องสำอาง ด้วยการกรอกมือใส่ขวดเพื่อนำออกขายให้กับประชาชน ตรวจยึดของกลาง ได้แก่

1. ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางยี่ห้อเลดี้ฟลาวเวอร์ สำหรับใช้ในร้านนวดสปารูปแบบต่าง ได้แก่ น้ำมันนวดสปา น้ำมันมะพร้าว ผงสมุนไพรขัดหน้า/ขัดตัว ครีมขัดหน้า ขัดผิว ล้างหน้า นวดหน้า สมุนไพร แอนด์ สปา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบรรจุเสร็จพร้อมขาย จำนวน 22 รายการ รวมกว่า 2,378 ชิ้น

2. วัตถุดิบที่ใช้ผลิต โลชั่นและน้ำมันออยล์สำหรับรอการบรรจุ บรรจุอยู่ในถัง หัวน้ำหอม และผงสมุนไพร รวมจำนวน 47 รายการ รวม 202 ชิ้น

3. อุปกรณ์การผลิต ได้แก่ ขวดเปล่า กระปุกเปล่า ฝา สติกเกอร์ฉลาก ลังลูกฟูก เครื่องปั้มวันที่ เครื่องเป่าลมร้อน รัดฟิล์ม อุปกรณ์ในการผลิตจำนวน 142 รายการ รวมกว่า 773,772 ชิ้น ตรวจยึดของกลาง รวมจำนวน 211 รายการ จำนวนกว่า 776,352 ชิ้น มูลค่ากว่า 1,500,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.

จากการสอบถามเพิ่มเติม ทราบว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเคยทำงานเป็นเซลล์ขายเครื่องสำอางบริษัทชื่อดังมาก่อน และต่อมาปี พ.ศ.2525 ได้ลาออกมาประกอบกิจการเอง ทดลองผสมครีม นำมันนวดสปาสูตรและกลิ่นต่างๆ และได้จดทะเบียนเป็นเครื่องสำอางยี่ห้อ เลดี้ ฟลาวเวอร์ สมุนไพร แอนด์ สปา นำออกขาย ส่งให้พ่อค้าคนกลาง และตามร้านขายเครื่องสำอางและอุปกรณ์เสริมสวย ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 700,000 บาท ต่อเดือน 

โดยบริษัทฯ ได้ขอเลขจดแจ้งผลิตภัณฑ์ (เลข อย.) และขออนุญาตผลิตเครื่องสำอางตั้งอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แต่เนื่องจากมีออร์เดอร์จำนวนมาก ไม่สามารถผลิตภายในบ้านเลขที่ดังกล่าวได้เพียงพอ จึงย้ายสถานที่มาทำการผลิต โดยดัดแปลงบ้านหลังดังกล่าวซึ่งมีสภาพไม่ถูกสุขลักษณะสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และไม่ได้ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงสถานที่ผลิต โดยตนจะสั่งผลิตภัณฑ์ครีมโลชั่นและออยล์ มาจากบริษัทผลิตเครื่องสำอาง ย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ บรรจุถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร จากนั้นนำมากรอกลงขวด กระปุก ติดสติกเกอร์ นำส่งขายให้กับลูกค้าต่อไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นต่างๆ ตนเองได้สั่งสารตั้งต้นมาจาก บริษัทจำหน่ายเคมีภัณฑ์ ย่านปทุมวัน โดยส่งมาเป็นแกลอนขนาด 3 ลิตร จากนั้นตนเองนำหัวน้ำหอมมาผสมเพื่อจำแนกกลิ่น เมื่อได้กลิ่นตามสูตรแล้ว จึงนำออกบรรจุ โดยให้คนงานกรอกลงขวด ติดสติกเกอร์ ออกขาย โดยจะมีเซลล์นำสินค้าไปเสนอขายตามสถานที่ต่างๆ ขายส่งในราคาขวดละ 70 – 300 บาท แล้วแต่ชนิดของเครื่องสำอาง 

 สำหรับขวดเปล่า กระปุก ฝาจุก ตนเองสั่งมาจากบริษัท ซึ่งจำหน่ายสินค้าประเภทดังกล่าวมาจากเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สำหรับฉลากที่เป็นสติกเกอร์สำหรับติดขวดผลิตภัณฑ์ ตนเองสั่งมาจากโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง บริเวณบางเขน กรุงเทพมหานคร จากนั้นเมื่อได้อุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว จะนำมาบรรจุเครื่องสำอางโดยใช้แรงงานกรอกลงขวดหรือกระปุกเพื่อส่งขายต่อไป

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม 
1. พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558
– ฐาน “ผลิตเครื่องสำอางปลอมฝ่าฝืนมาตรา 27(2) ประกอบมาตรา 29 (1) โดยเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ฉลากแจ้งชื่อผู้ผลิต หรือแหล่งผลิตที่ไม่ใช่ความจริง” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  
2. พระราชบัญญัติสมุนไพร พ.ศ. 2562
– ฐาน “ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
– ฐาน “ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับ” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ก.เกษตรฯสนับสนุนปลูกหมอนป้อนตลาดสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

รมว.เกษตรฯ สานงานต่อตามพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” หนุนขยายอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ป้อนตลาดในประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2568” ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดฯ เข้าร่วม ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ทรงห่วงใยประชาชนคนไทยในพื้นที่ทุรกันดาร ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมตัวกันทำอาชีพเลี้ยงไหม รวมถึงส่งเสริมเกี่ยวกับกิจการหม่อนไหม จนปัจจุบันกลายเป็นอาชีพของชาวบ้านไปแล้ว โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ก็ได้สานต่องานของกรมหม่อนไหมจากสมเด็จย่า ด้วย ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งปณิธานว่าจะทำงานถวายให้ทั้ง 2 พระองค์ เพื่อที่จะทำให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมดำรงอยู่คู่วิถีชีวิตของคนไทยต่อไป

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า มีนโยบายสำคัญในการส่งเสริมเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ โดยนำภูมิปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาปรับใช้ในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้สามารถพัฒนาและบริหารจัดการสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ซึ่งนับเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งการจัดการแข่งขันและประกวดในครั้งนี้ ถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมและผ้าไหมไทย ให้ได้มาตรฐาน และเกิดแหล่งผลิตเส้นไหมและผ้าไหมที่มีคุณภาพสูง

ศ.ดร.นฤมล ได้เน้นย้ำกรมหม่อนไหม ให้ส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อให้คนรุ่นใหม่ ประชาชนทั่วไปที่สนใจหันมาประกอบอาชีพหม่อนไหมมากขึ้น ผ่านนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เนื่องจากจำนวนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีลดลง จากในอดีตที่มีประมาณ 100,000 ราย แต่ปัจจุบันพบว่ามีประมาณ 87,000 ราย จึงต้องฝากไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันลงไปสนับสนุน ขณะเดียวกัน ความต้องการรังไหมภายในประเทศยังคงสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการเส้นไหม จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ หากมีการขยายอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้นให้เกษตรกร และยังเป็นการอนุรักษ์ และสืบทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมให้คงอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป

ด้านนายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้จัดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่ตลอดไป และเพื่อยกย่องเชิดชูเยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านที่ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหม การทอผ้าไหม ให้คงอยู่คู่ชุมชนอย่างแข็งแรงและยังช่วยกระตุ้นภาคการผลิตให้ก้าวทันความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ชนะเลิศอันดับ 1–3 ในแต่ละประเภทจะได้รับโล่และเงินรางวัล พร้อมได้รับเกียรตินำผลงานไปจัดแสดงในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2568 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี ฮอลล์ 6-7 โดยจะมีพิธีมอบรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งการประกวดในปีนี้แบ่งออกเป็น 32 ประเภท

ได้แก่ การแข่งขันสาวไหม 6 ประเภท การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 25 ประเภท และการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 1 ประเภท โดยมีผลงานเข้าร่วมกว่า 800 ชิ้น จากเยาวชน เกษตรกร กลุ่มผู้ผลิตผ้าไหม และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หม่อนไหมทั่วประเทศ นับเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ผลิตไหมไทยให้ก้าวไกลสู่ตลาดสากล พร้อมธำรงไว้ซึ่งมรดกภูมิปัญญาไทยให้ยั่งยืนต่อไป

ผู้ปกครองเศร้า!ศูนย์เด็กเล็กซื้อประกันทิพย์เด็กประสบอุบัติเหตุไร้เงินเยียวยา

ตัวแทนบริษัทดังขายประกันทิพย์โกงความเสี่ยงผู้ปกครองจ่ายเงินซื้อประกันหมู่ให้ศูนย์เด็กเล็กเมืองพิจิตรแต่ไม่ได้กรมธรรม์เกิดเหตุ ไร้เงินเยียวยา

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568   นางสาวธนียา  นัยพินิจ ผู้ว่าราชการการจังหวัดพิจิตร ได้มอบหมายสั่งการให้  นางสาวสาวิตรี สร้อยอุทา  นายอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร  ให้ลงไปตรวจสอบการทำประกันของโรงเรียนแห่งหนึ่ในเขตอำเภอวังทรายพูน  จังหวัดพิจิตร  หลังจากได้รับการร้องทุกข์ร้องเรียนจากผู้ปกครองของเด็กนักเรียนว่า มีบุคคลที่แอบอ้างเป็นตัวแทนนายหน้าขายประกันบริษัทชื่อดังที่น่าเชื่อถือให้กับโรงเรียน

จากการที่ นายอำเภอวังทรายพูน ได้ลงตรวจสอบก็พบว่ามีโรงเรียนที่เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านยางสามต้น  ของ อบต.หนองพระ อ.วังทรายพูน  จ.พิจิตร  ที่ผู้ปกครองได้จ่ายเงินทำประกันเป็นจำนวน 200 บาท ให้กับตัวแทนนายหน้าขายประกัน โดยโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้มีจำนวนนักเรียนกว่า 100 คน ที่ได้ทำประกันกับตัวแทนประกันรายนี้  แต่ตัวแทนประกันรายนี้ไม่นำเงินไปส่งให้กับทางบริษัท จึงทำ ให้เด็กนักเรียนทั้งหมดไม่มีชื่อ-ไม่มีสิทธิ์ในการทำประกัน เรียกได้ว่า  “เป็นการทำประกันทิพย์” ที่ไม่สามารถเบิกรักษาเยียวยาอะไรได้เมื่อเกิดเหตุที่ตรงกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ ซึ่งขณะนี้ผู้ปกครองของนักเรียนต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

สำหรับผู้เสียหาย คือ  นางเจนจิรา อายุ 34 ปี อยู่หมู่ 3 ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน   จ.พิจิตร  ซึ่งเป็นผู้ปกครองของ เด็กหญิงปรีญากมล อายุ 3 ปี  ซึ่งเรียนอยู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านยางสามต้น อ.วังทรายพูน  จ.พิจิตร ที่ลูกสาวได้เกิดอุบัติเหตุหลังจากไปเที่ยวบ้านญาติที่  อ.โพทะเล และได้ตกไปในเตาเผาถ่าน ต้องถูกตัดนิ้วเท้าไป 3 นิ้ว และมีบาดแผลหลายแห่งอาการสาหัส ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 68 และได้เข้ารักษาตัวที่ รพ.  ปรากฏว่าเมื่อต้องการเรียกร้องสินไหมและค่ารักษาจากบริษัทประกันไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีชื่อในการทำประกัน และตัวแทนที่มาทำประกันให้กับโรงเรียนก็ไม่มีตัวตนในบริษัท

ซึ่งทาง  นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร  ได้สั่งการนางสาว สาวิตรี สร้อยอุทา  นายอำเภอวังทรายพูน พาพ่อแม่ของเด็กหญิงรายนี้  ไปแจ้งความดำเนินคดี กับตัวแทนประกันคนดังกล่าวคนนี้ที่มาหลอกลวง ฉ้อโกงประชาชน โดยแอบอ้างว่า เป็นตัวแทนจากบริษัทมาเก็บเงินค่าประกันจากทางโรงเรียน

ทางด้าน นายวิทยาธร นุชคำแสง อายุ 36 ปี   พ่อของเด็กหญิงปรีญากมล    กล่าวว่า   หลังจากลูกเกิดอุบัติเหตุ  ตนเอง ได้พยามติดต่อนายหน้าประกันของทางโรงเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านยางสามต้น ซึ่งกว่าจะติดต่อได้ ปรากฏว่านายหน้าที่มาแอบอ้างจะขอจ่ายเองโดยจะจ่ายเงิน ค่ารักษาพยาบาลที่ถูกตัดนิ้ว 3 นิ้ว  เป็นเงิน 1,800 ค่านอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 25,000 บาท ซึ่งตนเองมองว่าจ่ายน้อยเกินไป ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทางโรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก

ก่อนจะให้มีคนมาทำประกันทำไมไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า เป็นนายประกันจริงหรือไม่ ตอนนี้ลูกสาวของตนเองมีอาการซึมเศร้าน่าสงสารมาก ส่วนตนเองก็ไม่มีเงินที่จะพาลูกไปรักษาอย่างต่อเนื่องจาก เพราะตอนนี้ก็กู้หนี้ยืมสินรักษาลูกหมดเงินไปแล้วกว่า 60,000 บาท ดังกล่าวอีกด้วย  

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย /พิจิตร/

ยกชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่เป็นมรดกจังหวัดบุรีรัมย์

จังหวัดบุรีรัมย์ โดยคณะอนุกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ได้พิจารณาแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรมอันควรอนุรักษ์ ประกาศเป็นมรดกจังหวัดบุรีรัมย์

ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ เป็นชุมชนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมานานหลายร้อยปี สันนิษฐานว่าคงมีอายุสมัยขอม ทั้งนี้เพราะชาวบ้านขุดพบโครงกระดูกและโบราณวัตถุที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันหลายประเภท เช่นเครื่องปั้นดินเผา มีทั้งประเภทเนื้อดินธรรมดาและเคลือบสีต่างๆ มีสีน้ำตาลดำ เขียวอมฟ้า แจกันรูปสัตว์ต่างๆเป็นจำนวนมาก

จากหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้พอสรุปได้ว่าชุมชนแห่งนี้คงจะอยู่ในยุคโลหะตอนปลาย ซึ่งเทียบได้กับยุคโลหะตอนปลายของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งมีการกำหนดอายุไว้ระหว่าง ๓๐๐ ปี ก่อนคริสตศตวรรษถึง ค.ศ.๒๐๐ เป็นชุมชนที่รู้จักถลุงเหล็กเพื่อผลิตเป็นอาวุธ เช่นใบหอก ขวาน และรู้จักผลิตเครื่องประดับสำริด รู้จักใช้ควายเป็นเครื่องทุ่นแรงในการกสิกรรม และยังมีความสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆอีกด้วย

เครดิต อบต.กันทรารมย์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

2เฒ่าตายายเศร้า!เพลิงไหม้บ้านขณะนอนหลับหวิดครอกเสียชีวิตคู่

เพลิงไหม้ 2 ตายาย นอนหลับอยู่ในบ้าน พบว่ามีอากาศร้อนมาก จะลุกมาเปิดไฟดู เปิดพัดลม กลับได้กลิ่นควัน ไฟ เปิดไฟฟ้าส่องสว่างดูแต่ไม่ติด แต่พบไฟกำลังไหม้  รีบวิ่งออกมาร้องให้คนช่วย หวิดถูกไฟครอกเสียชีวิตคู่

เมือวันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 00.10 ที่ ศูนย์วิทยุ ภูธรจังหวัด 191 ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ ในเขตเทศบาลตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จึงวิทยุแจ้งประสานที่ สภ.อุทุมพรพิสัย จากนั้นได้ขอความช่วยเหลือจากรถดับเพลิง ทั้งเทศบาลตำบลกำแพง, เทศบาลตำบลสระกำแพงใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ระดมเข้าช่วยเหลือในการดับเพลิง ที่บ้านเลขที่  เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 252/2 ชุมชนฝั่งธน หมู่ 7 ตำบลกำแพง ซึ่งเป็นบ้านของ นางคำพอง ผกาแดง อายุ 63 ปี บ้านที่เกิดเหตุอยู่ติดกับโรงเรียนจีน เคียวนำ

ขณะเร่งฉีดน้ำเข้าดับเพลิง พบว่ามีผู้ที่หนีออกมาจากกองเพลิง ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อ นายสถิตย์ ผกาแดง อายุ 65 ปี และนางคำพอง ผาแดง อายุ 64 ปี  ทั้งคู่เป็นสามีภรรยา ได้รับบาดเจ็บถูกไฟลวก ต้องเร่งนำส่ง รพ.อุทุมพรพิสัย เพื่อรับการรักษา ส่วนการดับเพลิงเจ้าหน้าที่ได้เร่งฉีดน้ำเข้าดับเพลิง ใช้เวลาราว 45 นาที เพลิงจึงสงบลง ก่อนที่ตะปิดกั้นเขตแนว รอการตรวจสอบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในช่วงเช้า จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เบื้องคาดว่าน่าจะเกิดเจากไฟฟ้ารัดลงจร ขณะที่ 2 ตายาย นอนหลับอยู่ ซึ่งในรุ้งเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ได้เข้ามาตรวจดูสภานที่บ้านถูกไฟไหม้ ซึ่งวอดหมดทั้งหลัง พร้อมทีวี ตู้เย็น พัดลม รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่สามารถนำออมาได้เลย เพราะเกิดเหตุในช่วงเที่ยงคืนเล็กน้อย และบ้านมีคุณตา กับคุณยาย นอนพักอาศัยอยู่เพียง 2 คน

คุณยาย นางคำพอง ผกาแดง อายุ 64 ปี เล่าให้ฟัง ว่า ขณะที่เกิดเหตุ ตนกับตา นอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องนอน  รู้สึกร้อนๆ ตามร่างกาย จึงตกใจตื่น ไปเปิดไฟฟ้าส่องสว่างดู แต่เปิดไม่ติด แต่พบมีกลุ่นควัน กลิ่นของไฟไหม้ จึงมองออกไปนอกห้องนอน ก็พบว่า ไฟกำลังไหม้ รีบปลุกตาให้ตื่น ก่อนที่จะวิ่งหนีออกมานอนบ้าน พบว่าไฟกำลังไหม้บ้าน จึงร้องตะดกนขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านใกล้เคียง ร้องขอให้โทรศัพท์แจ้งดับเพลิงให้ด้วย

ส่วนตาตกใจสุดขีด ไม่วิ่งมาออกทางประตู กลับเปิดหน้าต่าง กระโดดลงทางหน้าต่างออกมานอกบ้าน ดีที่บ้านไม่สูงนัก ตนและตา ถูกไฟลวกตามร่างกาย แขนขา ใบหน้า ดีที่ตื่นนอนขณะไฟกำลังเริ่มไหม้ หากนานกว่านี้ สงสัยถูกไฟเผาตายทั้งคู่เลย แต่บ้านตอนนี้วอดไปทั้งหลัง พร้อมทรัพย์สินทั้งหมด เอาอะไรออกมาได้เลย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ศรีสะเกษจัดใหญ่มหกรรมแสดงสินค้าโอทอป กระตุ้นกำลังซื้อ สร้างรายได้ชุมชน

ศรีสะเกษ จัดงานการแสดงและจำหน่ายสินค้า กิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาคระดับจังหวัด ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย โดยเชื่อมโยงการจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีบุญเดือนเจ็ด “บุญชาฮะ”

นางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าโอทอปและขยายช่องทางการจำหน่าย กระตุ้นกำลังซื้อ สร้างรายได้ชุมชน ณ บริเวณลานจอดรถหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ

ชนมนัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

โดยมี นางทรัพย์สิน โพธิ์ขาว พัฒนาการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวรายงาน ว่าจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดสรรงบประมาณให้สำนักงานพัฒนาขุมนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินการโครงการส่งเสริมสังคมน่าอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOPจากแปลงศูนย์เรียนรู้ โคกหนองนาเพื่อการท่องเที่ยวชุมชน งบประมาณจำนวน ๑,๐๙๗,๔๐๐ บาท (หนึ่งล้านเก้าหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยบาทถ้วน) ซึ่งมี ๔ กิจกรรม ดังนี้

๑. ฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพครัวเรือนต้นแบบ งบประมาณ ๑๑๓,๔๐๐ บาท
(หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นสามพันสี่ร้อยบาทถ้วน)
๒. ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตจากแปลงโคกหนองนา งบประมาณ
๒๒๐,๐๐๐ บาท (สองแสนสองหมื่นบาทถ้วน)
๓. ส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลผลิตจากแปลงโคคหนองนา
งบประมาณ ๒๖๔,๐๐๐ บาท (สองแสนหกหมื่นสี่พันบาทถ้วน)
๔. จัดกิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาดระดับจังหวัด งบประมาณ
๕๐๐,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)

การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์”เพื่อประชาสัมพันธ์งานโครงการส่งเสริมสังคมน่าอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกษ ม “กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP จากแปลงศูนย์เรียนรู้ โคกหนองนา เพื่อการท่องเที่ยวชุมชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเสริมสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดแก่กลุ่มเป้าหมายซึ่งสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ได้กำหนดจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า

กิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาดระดับจังหวัด ตามโครงการส่งเสริมสังคมน่าอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย โดยเชื่อมโยงการจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีบุญเดือนเจ็ด “บุญชาฮะ” อำเภอเมืองศรีสะเกษจังหวัดศรีสะเกษ ณ บริเวณลานจอดรถหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองศรีสะเกษจังหวัดศรีสะเกษ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่าย จำนวน๖๐ บูธ ประกอบด้วย

๑. ผลผลิตจากแปลงโคก หนอง นา ศูนย์เรียนรู้ฯ จำนวน ๒๒ บูธ
๒. สินค้า OTOP จำนวน ๓๓ บูธ
๓. ส่วนราชการ จำนวน ๕ บูธ

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กมธ.การศาสนาฯเร่งผลักดันโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “คนดีรักษ์โลก”

คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “คนดีรักษ์โลก”  เพื่อเป็นแนวคิดในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในทุกช่วงวัย เพื่อปรับจิตสำนึกในการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมของสังคมส่วนรวม ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และเปิดนิทรรศการ  โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์การจัดแสดงนิทรรศการ  พร้อมด้วยนายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี, ศาสตราจารย์ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ คณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการ ด้านศาสนาคุณธรรม จริยธรรม เข้าร่วมงานฯ 

ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “คนดีรักษ์โลก” ได้รับการขับเคลื่อนจากภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) , กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงศึกษาธิการ ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมการศาสนา, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, การท่าเรือแห่งประเทศไทย,การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปตท. จ ากัด (มหาชน) ,ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ,สมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมนานาชาต, สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) , กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ , สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร .. ในการนี้มีการจัดพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดคลิปวีดีโอและการจัดแสดงนิทรรศการคนดีรักษ์โลก งานดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2568  ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 (ฝั่งสภาผู้แทนราษฎรชั้น B1 อาคารรัฐสภา

นางเอมอร ศรีกงพาน  ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เพื่อติดตามความคืบหน้าการร่วมจัดนิทรรศการ เกี่ยวกับโครงการ “คนดีรักษ์โลก” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุม 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา   โดยกล่าวว่า คณะกรรมการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ได้ตระหนักถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกที่เข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์  การดำเนินชีวิตของมนุษย์ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา  โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ที่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทุกพื้นที่ของโลกอย่างรุนแรงมากขึ้น

โดยเฉพาะปัญหาโลกเดือด ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ, ปัญหาขยะมูลฝอย, ปัญหาน้ำเสีย ,ปัญหามลพิษ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เกิดจากกิจกรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์บนความเจริญทางเทคโนโลยี จนนำมาสู่ปัญหาการขาดคุณธรรมจริยธรรมและขาดความตระหนักในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมปัจจุบัน  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องมีการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและสร้างมาตรฐานจากการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน โดยเริ่มจากการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็กเยาวชนทุกกลุ่ม ให้ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

“เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะกรรมการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จึงได้ร่วมมือกับสมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทยและการท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม”คนดีรักษ์โลก” โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญก็คือ เพื่อเป็นแนวคิดในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในทุกช่วงวัย ให้นำหลักคิดด้านคุณธรรมจริยธรรมมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงจิตสำนึกในการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมของสังคมส่วนรวม  กิจกรรมในครั้งนี้  เราได้จัดกิจกรรมคนดีรักษ์โลก ด้วยการประกวดคลิปวิดีโอเป็นหัวข้อ อนาคตที่ยั่งยืน บ้านส่วนรวมของเรา และกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศในการประกวดคลิปวีดีโอพร้อมจัดนิทรรศการคนดีรักษ์โลก และการสาธิตผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อน ในวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2568 ระหว่างเวลา 8:30 -15.30 น ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 (ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร) ชั้นB1 หรืออาคารรัฐสภา ซึ่งขอเรียนเชิญพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทั้งหลาย ได้กรุณาให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมกับชมนิทรรศการ และมีส่วนร่วมในการสร้างมาตรฐานปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืนตามวันเวลาและสถานที่ ที่ได้กำหนดไว้”  นางเอมอร  กล่าว

นายสุรพงษ์ รงศิริกุล ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศาสนาคุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมกล่าวถึงกิจกรรมภายในงานว่า ในฐานะมีส่วนร่วมในการจัดงานนี้ ขอสรุปภาพรวมของกิจกรรมในงานวันดังกล่าว โดยจะะมี 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนหนึ่งคือ ส่วนของนิทรรศการ เราได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคราชการและเอกชนได้มาร่วมจัดงานประมาณ 15 หน่วยงาน ซึ่งจะมีการแสดงต่างๆ เช่น ศิลปะในเรื่องของมวยไทย  การนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรักษ์โลก และที่สำคัญได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จะจัดกิจกรรมตามศูนย์ศึกษาต่างๆ 60 ทั่วประเทศ มาแสดงในเรื่องของผลงานการรักษ์โลก และนำผลิตภัณฑ์น้ำมาจำหน่ายด้วย นี่คือในส่วนนิทรรศการ  อีกส่วนหนึ่งจะเป็นในภาคของหอประชุม (ในภาคบ่าย) มีกิจกรรมในเรื่องของการประกาศผล เรื่องของรางวัลจากการประกวดคลิปวิดีโอ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตัดสินครับ โดยมีผู้ส่งคลิปเข้ามาประมาณกว่า 200 คลิป คลิปวีดีโอที่ได้รางวัลจะนำไปเผยแพร่ทาง YouTube   งานในครั้งนี้ จัดขึ้นด้วยความเชื่อมั่นว่าการดูแลรักษาโรคนะครับเป็นความดีและคนที่ดูแลรักษาโรคเป็นคนดีนะครับ เชิญชวนทุกท่านมาเป็นคนดีรักษ์โลกร่วมกันครับ

ทลาย 6 มินิมาร์ท แอบขายยา-ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่มีใบนุญาต ไร้เภสัชกรจ่ายยา

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นร้าน“THAILAND 100 BAHT SHOP” ซึ่งมีอยู่หลายสาขา จำหน่ายสินค้าทั่วไป ลักลอบขายยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยไม่ได้รับอนุญาต จับกุมผู้ต้องหาที่ไม่ใช่เภสัชกร จำนวน 5 ราย รวมตรวจยึดของกลาง จำนวน 351 รายการ จำนวนกว่า 5,382 ชิ้น

พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้รับการประสานงานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีร้านค้า “THAILAND 100 BAHT SHOP” ซึ่งมีอยู่หลายสาขา สงสัยว่ามีการขายยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่มีใบอนุญาต อย. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ทำการตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบขายยาแผนปันจุบันและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติการจริง

ในวันที่ 6 มิถุนายน 2568 บก.ปคบ และ อย. ได้เข้าร่วมตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบร้าน THAILAND 100 BAHT SHOP พบมีการขายยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต  ภายในพื้นที่จตุจักร และประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร จำนวน 6 จุด ดังนี้

1. ร้าน 100 บาท ช็อปไทยแลนด์แพลตินั่ม (G1) ภายในตลาดนัดจตุจักร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 42 รายการ จำนวน 756 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 11 รายการ จำนวน 359 ชิ้น จับกุมตัว น.ส.นงค์ลักษณ์ฯ (สงวนนามสกุล) พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร ในข้อหา “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537

2. ร้าน 100 BAHT SHOP ภายในตลาดนัดจตุจักร โครงการ 21 ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงลาดยาวเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 45 รายการ จำนวน 443 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 9 รายการ จำนวน 225 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 3 รายการ จำนวน 20 ชิ้น จับกุมตัวน.ส.ชนิสราฯ (สงวนนามสกุล) พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร ในข้อหา “ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.สมุนไพร พ.ศ.2562 

3. ร้าน 100 บาท ช็อปไทยแลนด์แพลตินั่ม (G2) ถนนกำแพงเพชร 2 แขวลาดยาวเขตจตุจักร กรุงเทพ ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 55 รายการ จำนวน 464 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 14 รายการ จำนวน 245 ชิ้น จับกุมตัว Miss.THIRI อายุ 27 ปี สัญชาติพม่า พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกรในข้อหา “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้

4. ร้าน THAILAND 100 BAHT SHOP ภายในโครงการ 6 ตลาดนัดจตุจักร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 51 รายการ จำนวน 795 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 12 รายการ จำนวน 174 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 1 รายการ จำนวน 20 ชิ้น 

5. ร้าน thailand 100 baht shop ภายในศูนย์การค้าย่านประตูน้ำ แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 24 รายการ จำนวน 278 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 12 รายการ จำนวน 125 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 1 รายการ จำนวน 7 ชิ้น จับกุมตัว MISS YUYA อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมาร์ พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกรในข้อหา “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 เป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

6. ร้าน 100 บาท ช็อปไทยแลนด์ ใกล้ศูนย์การค้าย่านประตูน้ำ แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร  ตรวจยึดยาแผนปัจจุบัน 52 รายการ จำนวน 1096 ชิ้น และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 19 รายการ จำนวน 459 ชิ้น ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไม่มีทะเบียน 1 รายการ จำนวน 10 ชิ้น จับกุมตัว MISS. PANH (ปัน) อายุ 24 ปี สัญชาติลาว พนักงานของร้านซึ่งขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกรในข้อหา “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต, มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว 

โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 และเป็นบุคคลต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงาน ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิทำได้ รวมตรวจยึดของกลาง จำนวน 351 รายการ จำนวนกว่า 5,382 ชิ้น มูลค่ากว่า 260,000 บาท ยาแผนปัจจุบัน 269 รายการ จำนวน 3,832 ชิ้น, และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 82 รายการ จำนวน 1,483 ชิ้น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่ขึ้นทะเบียน 6 รายการ จำนวน 67 ชิ้น ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดี

จากการสืบสวนขยายผล พบว่าร้านขายของทั้ง 6 ร้าน มีเจ้าของเครือข่ายเป็นบุคคลเดียวกัน โดยจะเลือกทำเลเปิดร้านอยู่ในศูนย์การค้าย่านจตุจักร และประตูน้ำ ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามาเพื่อซื้อของฝากเพื่อให้ง่ายต่อการลักลอบจำหน่ายโดยไม่มีเภสัชกร แต่มีการลักลอบขายยาแผนปัจจุบัน ยาอันตราย และผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยไม่ได้ขออนุญาตเปิดร้านขายยา 
เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม

1.กรณีผู้ขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 
– ฐาน “ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. กรณีผู้ขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร และเจ้าของกิจการ จะมีความผิดเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 
–  ฐาน “ขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท

3. กรณีขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562 
-ฐานขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี  หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  
-ฐานขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้แจ้งรายละเอียด หรือไม่ได้จดแจ้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. กรณีผู้ขายที่เป็นชาวต่างชาติ จะมีความผิดเพิ่มเติมตาม 
–   พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2510 ฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้” ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท และเมื่อได้ชำระค่าปรับแล้ว ให้ส่งคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเร็ว

กระบี่จับยาบ้า 3 แสนเม็ดซุกรถทัวร์สายเชียงใหม่-ภูเก็ตตบตาเจ้าหน้าที่แต่ไม่รอด

ผู้ว่าฯกระบี่นำแถลงจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ 3 คน พร้อมยาบ้า 300,000 เม็ด ตบตาเจ้าหน้าที่ลอบขนส่งทางรถทัวร์โดยสารประจำทางสายเชียงใหม่-ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน   ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (รอง ผบช.ภ. รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ (รรท.ผบก.ภ.จว.กระบี่) พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 (ผบก.สส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 3 คน

ประกอบด้วย นายสัมพัน (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี บ้านอยู่ ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี นายสุรพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี บ้านอยู่ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และ นางสาวสุนารี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี บ้านอยู่ ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย จ.เชียงราย พร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 300,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ทะเบียน 3 กอ 3146 กรุงเทพฯ และโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน จำนวน 3 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน

พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า พฤติการณ์ก่อนการจับกุม ชุดจับกุมรับแจ้งจากสายลัยว่ามีการลักลอบขนส่งยาบ้าจากจังหวัดเชียงใหม่ โดยอาศัยรถทัวร์สายเชียงใหม่ – ภูเก็ต จะมีการส่งมอบยาบ้ากันตรงที่ริมถนนสายสามแยกเขาต่อ หมู่ที่ 4 ต.เขาต่อ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 กระทั่งเวลาประมาณ 12.40 น. รถทัวร์โดยสารประจำทางมาจอดตรงที่เกิดเหตุ นายสุรพล และนางสาวสุนารี ได้ลงจากรถทัวร์ และเดินมายกเอากระสอบใส่ผ้าจำนวน 2 กระสอบ (ภายในบรรจุยาบ้าของกลาง) ที่เก็บอยู่ในช่องเก็บของข้างรถทัวร์ จากนั้นนายสัมพัน ที่ขับรถยนต์เก๋งมาจอดรออยู่ได้เข้าไปช่วยยกกระสอบดังกล่าว ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้พร้อมของกลางดังกล่าว

สอบสวนทราบว่านายสุรพล และนางสาวสุนารี เป็นผู้รับจ้างขนยาบ้า หรือ นักบิน ได้ค่าจ้าง 300,000 บาท โดยรับเงินมัดจำล่วงหน้าแล้ว 198,000 บาท เมื่อส่งยาบ้าถึงปลายทางแล้วจะได้รับเงินส่วนที่เหลือ ส่วนนายสัมพันธ์ เป็นผู้ค้ายารายสำคัญ หากรับยาแล้วจะนำไปพักไว้ที่ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี แล้วนำไปกระจายให้เครือข่ายในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชต่อไป แต่มาถูกจับกุมเสียก่อน เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน พร้อมของกลาง ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.ปลายพระยา พร้อมทั้งมีการสืบสวนขยายผลไปยังนายหน้าค้ายาที่อยู่ต้นทางต่อไปด้วย

ด้าน นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การจับกุมยาเสพติดดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งจังหวัดกระบี่พร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดดังนั้นหากประชาชนมีเบาะแสก็สามารถแจ้งได้ที่แจ้งไปได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด /อำเภอ หรือที่ตำรวจภูธรจังหวัด

10บ่อนปอยเปตสะเทือน! นักพนันชาวไทยหาย เตรียมเครื่องปั่นไฟหากโดนตัดไฟ-เน็ต

มาตรการปรับร่นเวลาเปิดปิดด่านพรมแดนคลองลึกและสกัดนักพนันชาวไทย ออกไปบ่อนปอยเปตฯแหล่งรายได้มหาศาลของผู้นำกัมพูชา ของกองทัพไทย เพื่อตอบโต้กดดันเขมรกรณีข้อพิพาทชายแดน เริ่มเห็นผลบ่อนกาสิโนชื่อดัง10แห่งในฝั่งปอยเปต สุดเงียบเหงาไม่มีนักพนันชาวไทยเข้าไปใช้บริการ ต้องสั่งพักงานพนักงานชาวไทยให้กลับประเทศกว่า80เปอร์เซ็นต์ พร้อมเตรียมเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรองหวั่นไทยตัดกระแสไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่ ด่าน ตม.อรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของมาตรการตอบโต้และกดดันกัมพูชากรณีข้อพิพาทชายแดน ร.ท.สาโรจน์ โยธา ผบ.ร้อย ทพ.1201 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว และ จนท.ด่านศุลกากรอรัญประเทศ ยังคงทำการเปิดประตูด่านพรมแดนคลองลึก ในเวลา 08.00 น.ตามมาตรการปรับร่นเวลาเปิดปิดด่านพรมแดนคลองลึกฯเพื่อกดดันกัมพูชา ของกองทัพไทย ส่วนกัมพูชาก็ยังคงเหลื่อมเวลาเปิดด่านปอยเปต เวลา 09.00 น.ช้ากว่าไทย 1 ชม.

ต่อมา พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา สั่งการให้ พ.อ.เมธี คำเต็ม ผบ.ชค.ทพ.12 และ ร.ท.สาโรจน์ โยธา ผบ.ร้อย ทพ.1201 นำกำลัง จนท.ร้อย ทพ.1201 ร่วมกับ จนท.ตม.จว.สระแก้ว ตั้งจุดตรวจเข้มสกัดนักพนันชาวไทยไม่ให้เดินทางออกไปกัมพูชาอย่างเข้มงวด บริเวณทางเข้าอาคารผู้โดยสารขาออก ด่าน ตม.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตามาตรการกดดันกัมพูชา ยกเว้นคนไทยที่ไปทำงานในฝั่งปอยเปตฯสามารถเดินทางออกไปได้แต่สามารถอยู่ในกัมพูชาได้ไม่เกิน 7 วัน

ผลจากมาตรการสกัดนักพนันชาวไทยไม่ให้ออกไปบ่อนเขมร ของกองทัพไทยเริ่มส่งผลกระทบต่อบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชาอย่างหนัก ทำให้ในบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต10แห่งเริ่มเงียบเหงา เพราะไม่มีนักพนันชาวไทยเดินทางออกไป ทำให้ผู้บริหารบ่อนปอยเปต ทั้ง10บ่อน ต่างสั่งพักงานพนักงานคนไทยแล้วและให้เดินทางกลับประเทศไปแล้วกว่า 80เปอร์เซ็นต์

นายโย พนักงานบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต เผยว่า จากมาตรการกดดันของไทยที่ไม่ให้นักพนันชาวไทยเดินทางออกไปบ่อนปอยเปต 3 วันที่ผ่านมาทำให้สภาพภายในบ่อนปอยเปตทุกบ่อนเงียบเหงามาก แทบไม่มีนักพนัน ทำให้ผู้บริหารบ่อนต่างๆต่างสักพักงานพนักงานคนไทยแล้วให้เดินทางกลับประเทศไปแล้วรวมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะบริษัทจังเก็ต ซึ่งเป็นบริษัทที่หานักพนันมาเล่นพนันกว่า 50 บริษัทต่างก็ปิดตัวลงหมดแล้ว

นายโย บอกอีกว่า ขณะนี้ทางบ่อนกาสิโนเริ่มเตรียมเครื่องปั่นไฟมาสำรองไว้แล้ว เนื่องจากมีกระแสข่าวลือว่าไทยจะตัดกระแสไฟฟ้า ซึ่งบ่อนกาสิโนกลับมากจึงต้องเตรียมสำรองเครื่องปั่นไฟไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ส่วนที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ด่าน ตม.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตั้งแต่กัมพูชาเปิดด่านพรมแดนปอยเปต เวลา 09.00 น.ได้มีคนไทยซึ่งเป็นพนักงานบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปตนับพันคน แห่เดินทางจากฝั่งปอยเปตกลับประเทศไทยกันอย่างเนืองแน่น ต้องเข้าแถวต่อคิวรอตรวจหนังสือเดินทางขาเข้า จนแถวยาวล้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า ออกมาถึงสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา โดย พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ต้องสั่งเสริมกำลัง จนท.ตม. มาร่วมกันตรวจพาสปอร์ตและจัดระเบียบคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ พร้อมมาควบคุมการปฏิบัติ ด้วยตนเอง

พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว เผยว่าวันนี้เป็นวันที่4ของมาตรการสกัดนักพนันชาวไทยและนักท่องเที่ยวออกไปกัมพูชา  จากการตรวจสอบพบว่าตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.เป็นต้นมา มีคนไทยที่ทำงานในกาสิโนและทำการค้าในฝั่งปอยเปตฯ เดินทางกลับเข้าไทยวันละประมาณ 5 พันคนเศษ ซึ่งรวมถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของมาตรการ คาดว่ามีพนักงานคนไทยและพ่อค้า แม่ค้าคนไทยในกัมพูชาเดินทางกลับประเทศแล้วประมาณ กว่า 2 หมื่นคน ส่วนนักพนันชาวไทยขณะนี้เดินทางออกไปไม่ได้ทาง กกล.บูรพาได้จัด จนท.ทหารพราน มาสกรีนตรวจเข้มอยู่หน้าด่านแล้วจะอนุญาตให้คนไทยที่ไปทำงานในปอยเปตเดินทางออกไปได้เท่านั้น

ทั้งนี้รายชื่อ 10 กาสิโนชื่อดังในฝั่งปอยเปต ประกอบด้วย บ่อนฮอลิเดย์ พาเลช,แกรนด์ ไดม่อน,สตาร์ เวกัส,ปอยเปตรีสอร์ท,โกลด์เด้นคราวน์,ท็อปปิคคาน่า,ไดม่อนซิตี้,สตาร์โกลด์,โอเค วีไอพี,ดีเอ็นเอ กาสิโน