บขส.ตรึงค่าโดยสารสงกรานต์ถึง 19 เม.ย.- “รถตู้-มินิบัส”ขยับราคา 6 เม.ย.ลดผลกระทบน้ำมัน

“บขส.” จัดรถโดยสาร-รถ 30 วันละ 7 พันเที่ยว รองรับเดินทางสงกรานต์ 2569 คาดพีคสุด 11 เม.ย. 1.8 แสนคน ตรึงราคาลดภาระประชาชนคาด กปถ.ชดเชย 100 ล้านบาท เตรียมขายตั๋วราคาใหม่ 20 เม.ย.ขึ้นกม.ละ 5 สต. ส่วน”รถตู้-มินิบัส”ให้ขึ้นราคาตั้งแต่ 6 เม.ย. นี้ลดผลกระทบ

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ได้ประชุมแผนปฏิบัติการเดินรถช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในเส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศ รองรับประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และตำรวจ เข้าร่วมงานฯ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 9 – 19 เมษายน 2569 รวม 10 วัน บขส. คาดการณ์ว่า จะมีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นจากเทศกาลสงกรานต์ 2568 ประมาณ 10% โดยเที่ยวไปวันที่ 9 – 12 เมษายน 2569 คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางวันละ 160,000 – 180,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถบริษัทฯ และรถร่วมฯ) วันละ 7,000 เที่ยว โดยประเมินว่า ผู้โดยสารจะเดินทางมากที่สุดในวันที่ 11 เมษายน

ส่วนเที่ยวกลับวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 คาดว่ามีผู้โดยสารเดินทางวันละ 120,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถบริษัทฯ และรถร่วมฯ) วันละ 6,000 เที่ยว นอกจากนี้ได้เตรียมรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทะเบียน 30) หรือรถเสริมจำนวน 1,200 คัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ และไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

ล่าสุด ยอดจองตั๋วโดยสารบขส.เต็มหมดแล้ว แต่ประชาชนยังสามารถใช้บริการรถร่วมบขส. และรถเสริมได้ โดยรถทุกคันที่จะเข้ามาให้บริการจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อนเพื่อความปลอดภัยก่อนให้บริการ

สำหรับรถโดยสารขนาดเล็ก กลุ่มรถตู้ /รถมินิบัส หมวด 2,3 จำนวนประมาณ 3,000 คัน ซึ่งให้บริการเส้นทางระยะทางไม่เกิน 300 กม. นั้นจะอนุญาตให้ปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรก่อนตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569

นโยบายกระทรวงคมนาคมให้รถโดยสารบขส.และรถร่วมฯ ตรึงราคาค่าโดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ถึงวันที่ 19 เมษายน โดยจะใช้งบประมาณชดเชยจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) หรือกองทุนเลขสวย ซึ่งประเมินว่า จากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มมาอยู่ที่เกือบ 41 บาทต่อลิตร โดยขออุดหนุนส่วนต่างราคาที่ 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง เบื้องต้นคาดว่าจะต้องชดเชยประมาณ 100 ล้านบาทเศษ โดยมีรถโดยสารประมาณ 6,000 คัน ทั้งนี้ จะเป็นการชดเชยตามบริการจริง ซึ่งหลังเทศกาลจะมีการสรุปตัวเลขชดเชยอีกครั้ง

นอกจากนี้ ในส่วนของบขส.ได้มีการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ โดยลดค่าเที่ยววิ่ง ในส่วนของรถเสริมลงจาก 1.5 ที่นั่งเหลือเก็บอัตรา 1 ที่นั่ง ส่วนเที่ยววิ่งปกติ เก็บอัตรา 1 ที่นั่งตามเที่ยววิ่งจริง ประเมินขาดรายได้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประมาณ 6 ล้านบาท

ปัจจุบันรถโดยสาร บขส.มีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 45,000 -50,000 ลิตรต่อวัน หากรวมกับรถร่วมฯ จะมีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 700,000–800,000 ลิตรต่อวัน โดยที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 มีใช้การน้ำมันเฉลี่ยวันละ 15,000 ลิตร ทั้งนี้ บขส.ได้ประสานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกระทรวงพลังงาน เพื่อสำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับการเดินรถ โดยเฉพาะช่วงเที่ยวขากลับ เพื่อให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดเทศกาล

ส่วนผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วรถ บขส. เที่ยวเสริมในวันเดินทาง ช่วงเวลาตั้งแต่ 05.00 – 24.00 น. รถออกที่สถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 ชานชาลาที่ 1 – 17

อย่างไรก็ตาม บขส. กำชับทุกหน่วยงานกำกับดูแลรถโดยสาร สถานีขนส่งผู้โดยสาร และพนักงาน ตามมาตรการด้านความปลอดภัย ตรวจความพร้อมรถโดยสารตรวจเช็คอุปกรณ์ส่วนควบ ก่อนนำออกมาให้บริการ ส่วนพนักงานขับรถต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสารเสพติด ตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ จัดให้มีพนักงานขับรถ 2 คน ในเส้นทางสายยาวที่ใช้เวลาเดินทางเกิน 6 ชั่วโมง เพื่อหมุนเวียนกันขับ และให้ควบคุมความเร็วในการขับขี่ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการตลอดการเดินทางช่วงเทศกาลวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 2569

“คริสติน”น้ำคลอเปิดใจโต้กู้ภัยอ้างปั๊มหัวใจ แจงโดนถ่ายภาพ-ล่วงละเมิด ยันมีสติครบถ้วน

“คริสติน” น้ำตาคลอ รับ โล่งใจ หลังให้การตำรวจนาน 4 ชั่วโมง ยันวันเกิดเหตุมีสติครบถ้วน จำทุกอย่างได้ แต่ไม่กล้าขัดขืน เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย และกินยาเกินขนาด ทำให้ร่างกายซึมจนสู้ไม่ไหว ลั่น ขอเอาเรื่องคนผิดให้ถึงที่สุด เพราะทุกวันนี้นอนยังหวาดระแวง 

เมื่อเวลา 15:30 น. ที่ สน.คลองตัน ภายหลัง “คริสติน” เข้าให้การกับตำรวจนานกว่า 4 ชั่วโมง โดยการสอบปากคำ “คริสติน” วันนี้ พลตำรวจตรีวิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ได้เข้ามาร่วมเข้ามาปากคำด้วย ก่อนจะตั้งโต๊ะแถลงข่าว

ซึ่ง “คริสติน“ ได้เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง เจ้าตัวน้ำตาคลอ และน้ำเสียงสั่นเครืออยู่ตลอดว่า รายละเอียดทุกอย่างเธอได้เล่าไปหมดแล้ว ไทม์ไลน์เป็นไปตามที่เธอได้ชี้แจงไปในไอจีส่วนตัว แต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด วันนี้ก็ขอชี้แจงและยืนยันเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาล แต่เกิดขึ้นในห้องพักของเธอเอง และคนที่เข้ามาช่วยเหลือเธอเป็นคนแรก ก็ทราบแล้วว่าเป็น ”อดีตกู้ภัย“ แต่ขอยังไม่แจ้งว่าเป็นพื้นที่ไหน แต่เชื่อว่าปัจจุบันเขาก็ยังมีเครือข่ายกู้ภัยอยู่ 

โดยช่วงเวลาเกิดเหตุ เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เกิดเหตุเพียง 5 นาที เป็นช่วงที่ลุงโกวิทย์ รปภ. ผู้ซึ่งเป็นทุกอย่างของคอนโด ได้ลงไปเปิดประตูให้กับตำรวจ ถ้าเขาทำได้ขนาดนี้ ก็เชื่อว่ามันน่าจะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะยืนยันว่าตอนนั้นเธอมีสติครบถ้วนทุกอย่าง

“หนูอยู่คอนโดนี้มาตั้งแต่ปี 2563 นี่ไม่ใช่เรียกกู้ภัยครั้งแรก และลุงโกวิทย์ ก็จะช่วยหนูอยู่ตลอด เพราะรู้ว่าหนูป่วย ไม่เคยทิ้งหนูไปสักนาทีเดียว ลุงเขาอยู่กับหนูจนกว่าเรื่องจะจบ คนที่เขากระทำหนู เมื่อมาถึงเขาก็บอกว่าเป็นกู้ภัย มันไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

ส่วนคำถามที่สังคมถามว่าในเมื่อรู้สึกตัวทุกอย่าง ทำไมถึงไม่ทำอะไร “คริสติน” บอกว่า เธอทานยาเข้าไปเกินขนาด ถ้าคนที่มีอาการโรคซึมเศร้าหรือแพนิคก็จะเข้าใจ และวันนั้นเธอก็ทานยาแก้แพ้เข้าไปด้วย มันหลายอย่างผสมกัน สติเธอมันก็เลยไม่ครบถ้วนด้วยฤทธิ์ยา และทำให้เธอไม่ได้เต็มร้อยกับร่างกายขนาดนั้น ร่างกายมันพร้อมที่จะหลับตลอด เขาฉวยโอกาสเพียงแค่เวลาสั้นๆ

“อยากขอบคุณตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองโชคดีขนาดนั้น แต่ตัวเองก็โชคดีมากพอ ที่เขาทำได้แค่นั้น ขอยืนยันว่าเขาไม่ได้มีการสอดใส่ แต่ถามว่ารุนแรงมากแค่ไหน การที่เราโดนจับถอดเสื้อผ้า โดยที่เราอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ยินยอม และคนที่กระทำเป็นใครก็ไม่รู้ ที่ไม่ได้รู้จักกัน แค่นี้มันก็แย่มากพอแล้ว มันไม่ต้องลงไปถึงเขาจับส่วนไหนของเรา แล้วเรารู้สึกเจ็บที่สุด มันไม่ต้องถึงขั้นนั้น การที่หนูอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติเลย และยังต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ แต่สิ่งที่เราได้กลับมา เรากลับถูกจับให้เปลือย มันก็มากพอแล้ว แต่ถามว่าโดนมากกว่านั้นไหม มันก็มีที่เขาใช้มือลูบคลำในหลายๆ ส่วนของร่างกาย หนูรู้ว่าหนูสู้ไม่ได้ หนูก็เลยพยายามรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด“

”คริสติน“ ยังยืนยันว่า เขาไม่ได้ปั๊มหัวใจ เพื่อช่วยชีวิต และการถ่ายรูป เธอขอไม่ยืนยันว่ามีการถ่ายหรือไม่ เพราะไม่ได้อยากปรักปรำใคร สิ่งที่เห็นแม้ไม่มีเสียงชัตเตอร์หรือแฟลตออกมา แต่ด้วยการที่จับเธอถอดกางเกง และการที่เขาเปิดอวัยวะเพศเราออกมา แล้วเอากล้องโทรศัพท์ไปจ่อแบบนั้น ก็ตีความไปก่อนได้ว่าเป็นการถ่ายภาพ เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าจะมีอย่างอื่นหรือเหตุผลอะไรที่เขาต้องไปเจาะบริเวณนั้น

“หนูอยากลุกขึ้นมาสู้ แต่หนูก็ทำไม่ได้ แม้กระทั่งการที่ตำรวจมาแล้ว และยืนอยู่ตรงนั้นด้วย เราก็อยากจะพูด แต่ด้วยสภาพร่างกาย ก็อยู่ในสภาวะที่ทานยาตามแพทย์สั่ง เป็นโรคซึมเศร้าและแพนิค วันนั้นมีอาการแพ้อากาศด้วย จึงได้ทานยาแก้แพ้เข้าไปเพิ่ม ทำให้เราโอเวอร์โดส มันซึมทั้งสองตัว หนูกลัวมาก จังหวะที่เขาทำเหมือนจะเดินไปปิดประตู ตอนนั้นมันก็คิดภาพแล้วว่าเราจะลุกขึ้นมาสู้ได้อย่างไร ถ้ามันถึงขั้นนั้น ถ้าจะต้องโดนคนๆ นึงข่มขืนในวันที่หนูต้องการขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ หนูก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ตอนนั้นหนูได้แต่สวดมนต์ให้ใครก็ได้รีบขึ้นมา ไม่อยากให้มันเลยเถิดมากไปกว่านี้“

“คริสติน” ยืนยันว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้อยากให้เหมาว่ากู้ภัยไม่ดี และเธอก็เห็นใจคนทำงาน ตั้งใจช่วยเหลือสังคมและประชาชน เพราะเชื่อว่ากู้ภัยดีๆ คนอื่นก็มี แต่อยากฝากคนที่มีอาการฉุกเฉินแบบนี้แล้วอยู่คนเดียว อย่างน้อยก่อนที่จะปล่อยให้ใครเข้ามาในห้อง ขอให้ตรวจสอบดูบัตรหรืออะไรก็ได้เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนก่อน พอเธอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกว่ามันเสียหายทุกอย่าง โดยเฉพาะสภาพจิตใจของเธอ รวมไปถึงอาชีพเขาก็เสียหาย

”ขอบคุณตำรวจที่ให้ความร่วมมือ ตัวเองเบาใจขึ้น โล่งใจหน่อย แต่เวลานอนก็ยังหวาดระแวงอยู่ ยอมรับว่ากระบวนการวันนี้ละเอียดมาก และอยากให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใคร เพราะฉะนั้นแล้ว ยิ่งได้ตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ก็จะดีต่อทุกคน ต่อสังคม และต่อทุกอย่าง รวมไปถึงใจเราด้วย“

”คริสติน“ ยืนยันว่าไม่ได้ทะเลาะกับเพื่อนกับการออกมาแจ้งความในวันนี้ เพียงแค่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพื่อนเองเขาก็เป็นห่วงอยากจะให้พักผ่อนก่อน แต่ตนเองใจร้อนและอยากแจ้งความเลยหลังจากออกจากโรงพยาบาล จึงมีปากเสียงกัน

“จีน”จับมือ”ปากีสถาน”เสนอแผน 5 แนวทางคลี่คลาย-ยุติวิกฤตสงครามอิหร่าน

นายหวัง อี้ และนายอิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและปากีสถาน ร่วมกันเสนอแผน 5 ข้อเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอลกับอิหร่าน ภายหลังการหารือกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา

แผน 5 ข้อนี้ได้แก่ข้อที่ 1 เรียกร้องให้ยุติการสู้รบโดยทันที 2 เริ่มการเจรจาสันติภาพโดยเร็วที่สุด 3 ฝ่ายต่างๆ ในความขัดแย้งต้องหยุดการโจมตีพลเรือนและเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยทันที 4 ให้มีการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางเดินเรืออื่นๆ 5 การรับรองความสำคัญสูงสุดของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้มีการบรรลุข้อตกลงบนพื้นฐานหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ

การร่วมกันเสนอข้อริเริ่มดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่มหาอำนาจสำคัญในโลกอย่างจีนออกมาระบุแนวทางในการยุติสงคราม ซึ่งอุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

เชื่อกันว่าจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกและเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากอิหร่านและซาอุดิอาระเบีย กำลังพยายามมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการสร้างเสถียรภาพในตะวันออกกลาง

ด้านปากีสถานกำลังทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน ขณะเดียวกันปากีสถานก็มีความสัมพันธ์ทางทหารและทางการทูตที่ใกล้ชิดกับจีน

เอกชนภาคใต้ชงรัฐบาล คลอด 7 โครงการคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพพุ่ง

ประชาชนเฮลั่น… ตอบรับ รัฐบาลอนุทิน 2  “โครงการคนละครึ่งพลัส” เสนอ “โครงการพลัส- 7 มาตรการ”  คนละครึ่งพลัส ไทยเที่ยวไทยพลัส โซลาร์เซลล์พลัส รถขนส่งไฟฟ้าพลัส” เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ SME  

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมีนาคม (40.80) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (41.40) และเดือนมกราคม 2569

โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหายาเสพติด และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงมาจากปัจจัยสำคัญ คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นตามไปด้วยส่งผลให้ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

ค่าไฟฟ้าและค่าแก๊สหุงต้มก็มีแนวโน้มที่จะปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมลดลง จากรายได้ยังคงเท่าเดิม โดยส่วนหนึ่งต้องลดค่าใช้จ่าย และอีกส่วนหนึ่งต้องกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำรงชีพ ทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่มีรายได้ลดลง

“จึงอาจนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน โดยการเลิกจ้างงาน ซึ่งจะทำให้อัตราการว่างงานมากขึ้น”

ผศ.ดร.วิวัฒน์ ยังรายงานว่า เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยพบว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนสายการบินเพิ่มขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางระยะไกล เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง

เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง ธุรกิจบริการขนส่งสาธารณะ และธุรกิจนำเที่ยวก็มีรายได้ลดลงตามไปด้วย บางแห่งต้องลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าหรืออาจต้องลดจำนวนพนักงาน เพื่อไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป

นอกจากนี้ ธุรกิจรายย่อย ร้านขายของฝาก รถเช่า และไกด์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวไทยก็ลดการท่องเที่ยวลงหรือเลือกเที่ยวใกล้บ้าน และเที่ยวระยะเวลาสั้นลง ส่งผลให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศชะลอตัวลง ทำให้รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวลดลงทั้งระบบและจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เช่น ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน เป็นต้น

จากผลกระทบทำให้เกิดความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับการดำรงชีพทั้งในปัจจุบันและในอนาคต รวมถึงแนวโน้มของความเหลื่อมล้ำก็ขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มรากหญ้า กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน

ผศ.ดร.วิวัฒน์ ระบุว่า จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

1. จากการที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนจึงต้องการให้ภาครัฐช่วยลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างเร่งด่วน เช่น ให้เร่งดำเนินโครงการ คนละครึ่งพลัสเพื่อลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าชุมชน หาบเร่ แผงลอย ฯลฯ

2. ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินจริงจึงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบและควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด และจัดงานขายสินค้าราคาถูก กระจายสู่ชุมชนต่าง ๆ ในทุกสัปดาห์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

3. ภาคการท่องเที่ยวไทยซบเซา ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต้องการให้ภาครัฐดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส โดยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น รัฐช่วยจ่ายค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน อาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวให้ราคาถูกลง เพื่อดึงดูดให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เมื่อมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้โรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และร้านค้าท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

4. ต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือโดยการให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้ธุรกิจมีเงินสดหมุนเวียนในกิจการอย่างเพียงพอและอัตราดอกเบี้ยต่ำจะไม่ทำให้เกิดภาระทางการเงินที่มากจนเกินความสามารถที่จะจ่ายคืนได้

5. การใช้เงินงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบชั่วคราว จากการที่รัฐบาลได้ออก 7 มาตรการด่วนสู้ภัยน้ำมันแพง ได้แก่ ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เยียวยากลุ่มขนส่งและวินมอเตอร์ไซค์ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการช่วยเหลือกลุ่มประมง  เยียวยาคู่สัญญาภาครัฐ และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วย SMEs

“ประชาชนมองว่า 7 มาตรการดังกล่าวนี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และช่วยลดผลกระทบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยประชาชนต้องการให้ภาครัฐปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างจริงจังด้วย”

รวมถึงการมีระบบตรวจสอบสต็อกแบบ Real-time เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันในคลังของทุกบริษัทน้ำมันได้ทันที ซึ่งจะเป็นการป้องกันการกักตุนน้ำมัน

6. การพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซากด้านราคา ประชาชนมองว่าภาครัฐควรลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และหันมาส่งเสริมพลังงานทางเลือก โซล่าร์เซลล์บ้าน รถบรรทุกขนส่งสินค้าไฟฟ้า และรถขนส่งสาธารณะไฟฟ้า โดยภาครัฐควรจัดทำโครงการโซล่าร์เซลล์พลัส เพื่อลดค่าไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าพลัส เพื่อลดค่าพลังงานในการขนส่งสินค้า

“เป็นการลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าลดลง อันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ในระยะยาว” ผศ.ดร.วิวัฒน์ ระบุ  

และ  7. การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันและมีคลังน้ำมันของรัฐเพื่อความมั่นคง ประชาชนมองว่ารัฐบาล ควรมีนโยบายเพิ่มการสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปให้เพียงพอต่อการใช้งานอย่างน้อย 90-120 วัน เพื่อรองรับภาวะสงครามที่อาจเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้ไม่สามารถขนส่งน้ำมันเข้ามาได้ รวมถึงภาครัฐควรมีคลังน้ำมันสำรองที่บริหารโดยภาครัฐ เพื่อใช้แทรกแซงตลาดเมื่อเกิดภาวะขาดแคลน.

เร่งล่าพรานป่า-ลุยทำลายกับดักมรณะป้องสัตว์ป่าสังเวยบ่วงสลิงซ้ำรอยกระทิงทับลานตาย

ปราจีนบุรี  –   สุดยื้อ! กระทิงทับลานมรกดโลกสังเวยบ่วงสลิงพรานป่า อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งกวาดล้างกับดักมรณะ-ล่าตัวคนผิดลงโทษขั้นเด็ดขาด

เมื่อเวลา 13.50 น.วันที่ 1 เมษายน 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ได้รับรายงานความสูญเสียสัตว์ป่าจากอุทยานแห่งชาติทับลาน หลังพบกระทิงเพศเมียติดบ่วงสลิงดักสัตว์ได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้ทีมสัตวแพทย์จะระดมกำลังยื้อชีวิตตลอดทั้งคืนแต่ไม่เป็นผล ล่าสุดสั่งการให้ตรวจค้นพื้นที่รอยต่อเขตป่าเพื่อรื้อถอนกับดักทั้งหมด และเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ระบุว่า นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานมรดกโลก(ในพื้นที่รอยต่อ2 จังหวัด จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครราชสีมา)  รายงานเหตุการณ์เมื่อเวลา 22.38 น. ของวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าฯ ใช้โดรนออกสำรวจพื้นที่รับผิดชอบ ตรวจพบกระทิงเพศเมีย น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม นอนอยู่ในลักษณะผิดปกติบริเวณป่าท้องที่ตำบลสระตะเคียน อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา จึงประสานเจ้าหน้าที่สายตรวจเขตการจัดการอุทยานฯ ที่ 4 (ลำปลายมาศ) เข้าตรวจสอบทันที

ในที่เกิดเหตุบริเวณพิกัด 48P 233624E 1585063N พบกระทิงถูกบ่วงสลิงแบบดีดรัดเข้าที่ขาหน้าด้านซ้ายอย่างรุนแรง และถูกพันติดอยู่กับต้นไม้จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ นายคทาวุธ กันยามา หัวหน้าเขตจัดการอุทยานฯ ที่ 4 จึงประสานคณะสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) เข้าให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ทีมสัตวแพทย์เดินทางถึงจุดเกิดเหตุเวลา 02.30 น. ของวันที่ 1 เมษายน ดำเนินการยิงยาสลบเพื่อปลดบ่วงสลิง พร้อมให้ยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะรักษาบาดแผล โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ทว่าแม้กระทิงจะเริ่มรู้สึกตัวในช่วงเช้ามืดแต่กลับอยู่ในสภาวะอ่อนแรงอย่างหนักและไม่สามารถลุกยืนได้ จนกระทั่งเวลา 08.30 น. กระทิงตัวดังกล่าวได้สิ้นใจลงในที่สุด

ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานมรดกโลก

นายยศวัฒน์ เน้นย้ำถึงอันตรายของบ่วงดักสัตว์ว่าเป็น “ภัยเงียบ” ที่ทารุณและทำลายชีวิตสัตว์ป่าโดยไม่เลือกประเภท ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดเหตุและบริเวณข้างเคียง รวมถึงพื้นที่ถือครองตามมาตรา 64 อย่างละเอียด เพื่อเก็บกู้และทำลายกับดักที่อาจหลงเหลืออยู่ และสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ส่วนซากกระทิงจะดำเนินการตามหลักวิชาการและระเบียบของกรมอุทยานฯ ต่อไป

โดย… มานิตย์  สนับบุญ  /ปราจีนบุรี###

“คริสติน- กุลสตรี” หอบชุดนอนวันเกิดเหตุ ส่งตร.ตรวจสอบยันจำจนท.กู้ภัยอนาจารได้

“คริสติน กุลสตรี” หอบชุดนอนวันเกิดเหตุ ส่งพนักงานสอบสวนตรวจสอบ ยันจำหน้าเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด รับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำสภาพจิตใจยังแย่ แต่ชีวิตยังเดินหน้าต่อ

นางสาวคริสติน กุลสตรี มิชารัลสกี้ นางแบบและนักแสดงลูกครึ่งไทย-จีน-เยอรมัน นำหลักฐานที่อยู่ในวันเกิดเหตุมามอบให้กับพนักงานสอบสวน ซึ่งคือชุดนอนที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ โดยคริสติน เผยว่า วันนี้ได้นำหลักฐานที่อยู่ในวันเกิดเหตุนั่นก็คือชุดนอนมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนรายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผยจนขอเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน  เดี๋ยวจะลงมาใหัข้อมูลกับสื่อแบบครบถ้วน

ส่วนสภาพจิตใจนั้น ตนต้องขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจและส่งกำลังใจ ยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด และเชื่อในขบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าสภาพจิตใจไม่ 100 เปอร์เซ็น แต่ชีวิตต้องเดินต่อ

คริสติน ยืนยันว่า เรื่องที่โพสต์ไปเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด และจำหน้าได้ว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนไหนเป็นคนล่วงละเมิดตน

ส่วนผลตรวจร่างกาย ที่เมื่อวานนี้ตนได้เดินทางไปตรวจร่างกายที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เบื้องต้นทราบว่าผลการตรวจร่างกายออกมาแล้ว และตนเห็นใบตรวจร่างกายคร่าวๆแล้ว แต่ขอไม่เปิดเผยเพราะกลัวว่าจะเสียรูปคดี สุดท้ายนี้  ตนไม่มีอะไรจะบอกกู้ภัย แต่จะดำเนินการตามกฎหมาย ในสิ่งที่เขากระทำ

ขณะที่มีรายงานว่า วันนี้ตำรวจได้นำตัวกู้ภัยที่ถูกกล่าวหามาสอบปากคำพร้อมกับยึดโทรศัพท์ไปตรวจสอบ หลังจากที่คริสตินอ้างว่า กู้ภัยได้มีการถ่ายคลิปตนไว้ และล่วงละเมิด ซึ่งเบื้องต้นเจ้าตัวยังปฏิเสธ และอ้างว่าที่ถ่ายภาพนั้นเป็นการถ่ายซองยาของผู้ป่วย พร้อมอ้างว่าพยายามจะปั้มหัวใจแต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ เบื้องต้นตำรวจจะนำโทรศัพท์ส่งให้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป 

ตำรวจสอบสวนกลางบุกรวบพ่อค้าวัย 36 ขายปืนออนไลน์คาคอนโดย่านบางซื่อ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) บุกรวบหนุ่มวัย 36 ปี คาห้องพักย่านบางซื่อ หลังสืบทราบพฤติการณ์ลักลอบขายอาวุธปืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เจ้าหน้าที่วางแผนล่อซื้อปืนลูกโม่ Smith & Wesson ในราคา 3 หมื่นเศษ ก่อนเข้าชาร์จพบของกลางทั้งปืนและยาเสพติดเกลื่อนห้อง เจ้าตัวอ้างรับจำนำมาแล้วหลุดจึงนำมาปล่อยต่อ

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. และ พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.กฤษณ์ พิพัฒน์พูนสิริ สว.กก.1 บก.ปคบ. เข้าทำการจับกุม นายปัญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายอาวุธปืนและยาเสพติด

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งเบาะแสจากสายลับว่า มีบุคคลใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้กับกลุ่มลูกค้าทั่วไปอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเริ่มทำการสืบสวนทางเทคโนโลยีจนทราบตัวตนที่แท้จริงและที่พักอาศัยของผู้ต้องหา ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ให้สายลับแฝงตัวติดต่อขอซื้ออาวุธปืนลูกโม่ยี่ห้อ Smith & Wesson ขนาด .32 จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน โดยตกลงราคากันที่ 32,000 บาท ซึ่งนายปัญญา (ผู้ต้องหา) ได้นัดหมายให้สายลับไปรับของที่ห้องพักภายในซอยสมถวิล แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังปิดล้อมและเฝ้าสังเกตการณ์โดยรอบพื้นที่

เมื่อถึงเวลานัดหมาย สายลับได้ส่งสัญญาณยืนยันการรับมอบอาวุธปืนและส่งมอบเงินล่อซื้อเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าทำการจับกุมนายปัญญาภายในห้องพักทันที จากการตรวจค้นภายในห้องพักอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ต้องตะลึงเมื่อพบว่านอกจากอาวุธปืนที่ล่อซื้อแล้ว ยังมีของกลางอื่นๆ ซุกซ่อนอยู่ประกอบด้วย

– อาวุธปืน Smith & Wesson ขนาด .32 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 6 นัด
– ยาไอซ์ น้ำหนักประมาณ 2.03 กรัม
– ยาบ้า จำนวน 40 เม็ด
– อุปกรณ์การเสพยาเสพติดครบชุด
– โทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อซื้อขาย
– เงินสดที่ใช้ในการล่อซื้อจำนวน 32,000 บาท

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายปัญญา ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวนั้น เดิมทีมีผู้นำมาจำนำไว้กับตน แต่ต่อมาขาดส่งและหลุดจำนำ ตนจึงตัดสินใจนำมาประกาศขายผ่านทางเฟซบุ๊กเพื่อหาเงิน ส่วนยาเสพติดที่พบทั้งหมดนั้น ตนซื้อมาไว้เพื่อเสพเองพร้อมกับอุปกรณ์การเสพที่ตรวจพบในห้อง

เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต, มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” ก่อนจะควบคุมตัวพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายและขยายผลหาที่มาของอาวุธปืนต่อไป

รวบคาลานจอดรถ! กก.ดส.จับจนท.สหกรณ์แสบ ลักนมโรงเรียนขายกินส่วนตัวองค์กรสูญเกือบล้าน

กก.ดส. บุกรวบคาลานจอดรถ!จับเจ้าหน้าที่สหกรณ์แสบ ลักนมโรงเรียนขายกินส่วนตัว ทำองค์กรสูญเงินกว่า 9 แสนบาท

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส.บช.น. สั่งการให้ พ.ต.ท.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สว.กก.ดส. นำกำลังชุดปฏิบัติการที่ 2 จับกุม  นายเอกวิทย์ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ 57/2569 ลงวันที่ 30 มกราคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง หรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง” จับกุมได้ที่บริเวณลานจอดรถ save one korat ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา

พฤติการณ์คดี โดยวันที่ 1 ก.พ.59 ทางสหกรณ์ฯ ได้รับนายเอกวิทย์ เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ซึ่งนายเอกวิทย์ฯมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของธุรกิจรับจ้างขนส่งนมโรงเรียน ต่อมาวันที่ 29 ก.ย.68 ในปีบัญชี 2566 ผู้ตรวจสอบบัญชีได้ตรวจสอบเกี่ยวกับนมโรงเรียนและได้สอบทานหนี้คงเหลือ กับทางบริษัทผลิตนมโรงเรียน ที่ว่าจ้างสหกรณ์ขนส่งนม และพบว่าสหกรณ์ มียอดคงค้างชำระค่านมจำนวน 927,177.94 บาท 

ที่ส่วนค่าจ้างขนส่งนม ได้ตรวจสอบโกดังมีนมคงเหลือจำนวน 2,488 กล่อง ได้สอบถามกับทางนายเอกวิทย์ฯ จึงได้ทราบว่าได้เบิกนมมาเกินที่จำนวนที่ต้องส่ง และไม่สามารถส่งนมคืนโรงงานได้ เพราะโรงงานทำบัญชีส่งออกแล้ว ทางโรงงานนม แจ้งทางสหกรณ์ฯ ต้องชำระยอดค้าง จำนวน 927,177.94 บาท

ทางบริษัทฯจึงจะจ่ายค่าจ้างขนส่งนมต่อสหกรณ์ฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งเกิดจากการเบิกนมจากโรงงานมาเกินที่จะส่งต่อหน่วยงาน ( อบต./เทศบาล) จึงได้รายงานให้คณะกรรมการรับทราบ และมีมติ ให้บริษัทฯหักยอดที่สหกรณ์จะได้รับค่าขนส่งนม จากบริษัทฯ และโอนยอดหลังจากหักเข้าบัญชีสหกรณ์บริการฯ จำนวนเงิน 675,742.63 บาท คณะกรรมการได้ประชุมและมีมติหาผู้รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว คือ ให้นายเอกวิทย์ รับผิดชอบ 4 ส่วน จำนวนเงิน 741,742.35 บาท ในฐานะผู้รับผิดชอบธุรกิจนม และทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยให้มีผู้ค้ำประกันทั้งสองสัญญา

และในส่วน นมที่เบิกเกินมาจำนวน 2,488 ลังให้สามารถนำออกจำหน่วยได้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และ หากนำนมดังกล่าวออกไปจำหน่ายต้องได้รับความเห็นชอบจาก ข้าฯ ซึ่งเป็นผู้จัดการทุกครั้ง และให้เก็บนมทั้งหมดไว้ที่โกดังสหกรณ์ฯ และให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์ และเป็นหลักประกันหนี้ด้วย

ต่อมาวันที่ 6 มี.ค.68 ข้าฯได้ตรวจนับสินค้าทุกประเภทเป็นปกติ และได้ตรวจสอบ พบว่า นมในโกดังมี จำนวน 368 ลัง 35 กล่อง ซึ่งน้อยกว่า ทะเบียนคุมจึงสอบถาม นายเอกวิทย์ฯ ซึ่งนายเอกวิทย์ฯแจ้งว่ามียอดที่ยังไม่เบิกจากบริษัทฯ เพื่อมาคืนที่ส่งออกไป ซึ่งตามทะเบียนคุมนมโรงเรียนที่ได้เบิกเกินเมื่อปี 2566 มีการขายออกไป 201 ลัง ทำให้ยอดนมที่เบิกเกินตามบัญชีจะต้องเหลือ 2,287 ลัง บวกกับยอดนมคงเหลือ ในเทอม 2/2567 จำนวน 380 ลัง 14 กล่อง รวมยอดที่ต้องเหลือในโกดัง จำนวน 2,667 ลัง 14 กล่อง

จึงทราบว่านมหายไป จำนวน 2,298 ลัง 27 กล่อง ข้าฯ จึงได้สอบถาม เรื่องดังกล่าวกับนายเอกวิทย์ฯให้เข้ามาพบและชี้แจง โดยนายเอกวิทย์ฯ ก็ได้มารับสารภาพว่าตนเองได้นำอาหารเสริม(นม)โรงเรียนในโกดังขายโดยที่ไม่ได้แจ้งข้าฯทราบ และนำเงินที่ขายได้ไปใช้ส่วนตัว ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นทำให้สหกรณ์บริการฯได้รับความเสียหาย

ต่อมาวันที่ 16 พ.ค.68 ข้าฯได้ทำบันทึกข้อความเรื่องอาหารเสริม(นม)โรงเรียนที่หายไปจากโกดังต่อประธานกรรมการเพื่อหาทางแก้ไข้ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พ.ค.68 ประธานกรรมการได้เรียกประชุมด่วนเพื่อพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นตามบันทึกข้อความนั้นและตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เรื่องดังกล่าว จึงเรียกนายเอกวิทย์ เข้าชี้แจง มีมติให้ไล่ออกนายเอกวิทย์  ในวันดังกล่าว เนื่องจากกระทำผิดร้ายแรงก่อให้สหกรณ์เกิดความเสียหายและได้มอบหมาย ข้า ฯ มาแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับ นายเอกวิทย์ฯ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จากการสอบถามผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหาในชั้นจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ดส. จึงได้ทำการจับกุมและนำผู้ต้องหาส่ง สภ.โพธิ์กลาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ระทึก!สาวใหญ่ขับเก๋ง EVกวาดร้านก๋วยเตี๋ยว เสยรถสามล้อ พุ่งเข้าร้านสะดวกซื้อ เจ็บ 8 ราย

ระทึกกลางกรุง! สาวใหญ่ซิ่งรถยนต์ไฟฟ้าเสียหลัก ชนกวาดร้านก๋วยเตี๋ยว เสยรถสามล้อ พุ่งทะลุร้านสะดวกซื้อ ชาวบ้าน-นักท่องเที่ยวต่างชาติ เจ็บระนาว 8 ราย

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เกิดเหตุระทึกขวัญย่านใจกลางเมืองเก่า เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลเสียหลักพุ่งชนร้านสะดวกซื้อและร้านค้าข้างทางบริเวณวงเวียนถนนบวรนิเวศ ย่านบางลำพู ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 8 ราย เบื้องต้นคนขับอ้างควบคุมรถไม่ได้

จากหลักฐานภาพกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุ เผยให้เห็นพฤติการณ์สุดระทึกก่อนเกิดอุบัติเหตุ โดยรถยนต์ไฟฟ้าสีขาวคันต้นเหตุได้ขับมาจอดบริเวณวงเวียนถนนบวรนิเวศ เขตพระนคร แต่แล้วจู่ๆ รถคันดังกล่าวกลับเร่งเครื่องยนต์ด้วยความเร็วสูง ขับวนรอบวงเวียนถึง 2 รอบ ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้น ก่อนที่รถจะเสียหลักพุ่งตรงเข้าชนรถสามล้อเครื่องที่จอดอยู่ริมทาง และกวาดเอาร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางเท้าจนพังยับเยิน ก่อนจะพุ่งทะลุกระจกเข้าไปหยุดสนิทอยู่ภายในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง สร้างความแตกตื่นตกใจให้กับผู้ที่กำลังจับจ่ายใช้สอยและรับประทานอาหารอยู่เป็นอย่างมาก

ยอดผู้บาดเจ็บ 8 ราย เร่งส่งโรงพยาบาลโกลาหล

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม พร้อมด้วยอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รีบเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยพบผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 8 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 6 ราย (ชาย 2 หญิง 4) และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสัญชาติเยอรมันอีก 2 ราย เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันทีเพื่อให้แพทย์ตรวจรักษาอาการ

จากการสอบถามนายเฉลิมชัย ลีลายิ่งยศ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าด้วยความระทึกว่า ขณะที่กำลังขายของอยู่นั้น สังเกตเห็นรถคันดังกล่าวขับเร่งเครื่องวนรอบวงเวียนผิดปกติถึง 2 รอบ ทำให้แม่และแฟนสาวของตนเกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตราย จึงพยายามพากันวิ่งหลบเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่คาดคิดว่ารถจะพุ่งตามเข้าไปชนถึงในร้านจนทำให้ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่ คนขับรถสามล้อรับจ้าง ที่ถูกชนพังเสียหาย เปิดเผยว่า ในจังหวะที่รถเก๋งพุ่งเข้ามานั้น รถสามล้อของตนได้ช่วยชะลอแรงกระแทกไว้ได้ในระดับหนึ่ง หากไม่มีรถของตนจอดขวางอยู่ เชื่อว่ารถเก๋งน่าจะพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วที่สูงกว่านี้ และอาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บรุนแรงมากกว่าที่เกิดขึ้น

ทางด้านคดีความ เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า คนขับรถคันดังกล่าวเป็นหญิงวัย 57 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เบื้องต้นให้การว่า “ไม่สามารถควบคุมรถได้ในขณะเกิดเหตุ” อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด และยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบตัวรถ หรือเป็นความประมาทของผู้ขับขี่กันแน่ โดยหลังจากนี้จะมีการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งหลังจากผู้ต้องหาอาการดีขึ้น พร้อมทั้งประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสภาพรถอย่างถี่ถ้วน

ในส่วนของการชดเชยความเสียหาย ล่าสุดบริษัทประกันภัยของรถยนต์คันดังกล่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว พร้อมยืนยันที่จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งในส่วนของร้านสะดวกซื้อ ร้านก๋วยเตี๋ยว และรถสามล้อ โดยในเบื้องต้น ผู้บาดเจ็บทุกคนจะได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รายละ 80,000 บาท และยังมีส่วนของประกันภัยภาคสมัครใจที่จะเข้ามาสมทบในการเยียวยาต่อไป

INNOWAITA LAB ผนึก GENESENN ปั้นเครือข่ายคลินิกหัวใจทั่วประเทศ สู่ New S-Curve Healthcare

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของระบบสาธารณสุขสู่ยุค Preventive และ Value-based Healthcare “บริษัท อินโนไวท่าแล๊บ จำกัด” ผนึกกำลัง Genesenn เดินหน้าผลักดันเทคโนโลยี EECP (Enhanced External Counterpulsation) สู่บทบาทใหม่ในฐานะ “Clinical Innovation Platform” พร้อมเปิดตัวโมเดล “Clinical Partner” เพื่อยกระดับคลินิกไทยสู่เครือข่ายการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับประเทศ

ล่าสุด ได้จัดงาน “EECP Clinical Growth Visit 2026” เพื่อเปิดเวทีให้แพทย์และผู้ประกอบการคลินิกจากกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมอัพเดทองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการแพทย์ และแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาบริการสุขภาพยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการป้องกันอย่างครบวงจร

จาก Cardiac Technology สู่ New S-Curve Healthcare

อินโนไวท่าฯ วางตำแหน่ง EECP ใหม่ จากเทคโนโลยีเพื่อรักษาโรคหัวใจ สู่แพลตฟอร์มการฟื้นฟูสุขภาพและเวชศาสตร์การกีฬา ที่เชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่การรักษา (Treatment) การฟื้นฟู (Recovery & Rehabilitation) ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต (Quality of Life)

ครอบคลุมการต่อยอดบริการในหลากหลายมิติ ได้แก่

• Cardiac Rehabilitation
• Sports & Performance Recovery
• Preventive & Longevity Care
• Quality of Life Enhancement

สะท้อนการขยายบทบาทจาก Disease-based Care สู่ Continuum of Care อย่างครบวงจร และก้าวสู่หนึ่งใน New S-Curve Healthcare ที่มีศักยภาพสูงของธุรกิจสุขภาพไทย

คุณศิริญา เทพเจริญ ผู้บริหารเกเนเซน หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่องานนี้ กล่าวว่า“EECP กำลังก้าวข้ามจากบทบาทของ Medical Device ไปสู่การเป็น Healthcare Platform ที่เชื่อม Clinical Medicine เข้ากับ Wellness, Rehabilitation และ Performance ได้อย่างเป็นระบบ เราเชื่อว่านี่คือหนึ่งใน New S-Curve สำคัญ ที่จะช่วยยกระดับทั้งคุณภาพการรักษา และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้กับคลินิกไทย การขยายพันธมิตรออกไปสู่ทั่วประเทศ ให้สามารถรองรับผู้ต้องการการดูแล-รักษาได้อย่างทั่วถึง ด้วยนวัตกรรมระดับสากล  นั่นคือสิ่งที่เรามุ่งหวังค่ะ”
 
ครั้งแรกของไทย กับโมเดล “Clinical Partner” ยกระดับคลินิกสู่เครือข่ายระดับประเทศ

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือโมเดล Strategic Clinical Partner ที่อินโนไวท่าฯ ได้ร่วมกับ Genesenn เพื่อพัฒนา และทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยงและหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” ให้กับคลินิกทั่วประเทศ

โดยไม่เพียงนำเสนอเทคโนโลยี EECP แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาอย่างครบวงจร ได้แก่

• การออกแบบโมเดลบริการ (Service Design)
• การวาง Positioning คลินิก
• การออกแบบ Patient Journey
• การพัฒนาศักยภาพทีมแพทย์และบุคลากร
• การวางกลยุทธ์ธุรกิจระยะยาว
ถือเป็น “ครั้งแรกของไทย” กับโมเดล Clinical Partner ที่มุ่งสร้างเครือข่าย Preventive Cardio Network เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยจาก “การรักษา” ไปสู่ “การป้องกัน” อย่างเป็นระบบ

ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเคสจริงยืนยันผลลัพธ์

ภายในงาน นพ. สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด จาก Genesenn ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แนวทางการใช้ EECP ในผู้ป่วยโรคหัวใจ การฟื้นฟูสุขภาพ และเวชศาสตร์การกีฬา”

โดยถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกครอบคลุมทั้ง

• แนวทางการคัดเลือกผู้ป่วย (Patient Selection)
• การออกแบบโปรโตคอลการรักษา (Treatment Protocol Design)
• การประยุกต์ใช้ในกลุ่ม Cardiac, Rehabilitation และ Sports Medicine                                                    

พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมคลินิกจริง และนำเสนอ Case Study และ Testimonial จากการใช้งานจริง ที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับแพทย์และผู้ประกอบการในการนำ EECP ไปต่อยอดบริการในบริบทของคลินิกไทย
ตอบโจทย์ Mega Trends ดันไทยสู่ Medical Hub

การขยายบทบาทของ EECP ในมิติ Clinical Application และ Future Healthcare Service สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพระดับโลก ทั้งสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แนวคิดการแพทย์เชิงป้องกัน และการเติบโตของ Recovery & Rehabilitation Economy โดยเฉพาะการมีเทคโนโลยีในการดูแลพร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดสู่การเป็น Medical Hub และ Wellness Economy ผ่านการพัฒนาบริการสุขภาพรูปแบบใหม่ ที่ผสาน Clinical Excellence เข้ากับ Wellness และ Performance อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษา แต่ยังสะท้อนศักยภาพของการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ตอบโจทย์อนาคตอย่างยั่งยืน

เปิดรับพันธมิตรคลินิกทั่วประเทศ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน 

การผนึกกำลังระหว่าง INNOWAITA LAB และ GENESENN ในบทบาท “พี่เลี้ยงและหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” (Strategic Clinical Partner) พร้อมเปิดรับคลินิกและสถานพยาบาลทั่วประเทศ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในโมเดล Clinical Partner เพื่อร่วมกันยกระดับและขยายบริการด้านหัวใจและหลอดเลือด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลและรักษาได้สะดวก ใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ การขยายพันธมิตรไปยังคลินิกทั่วประเทศ ยังส่งเสริมและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องการเดินทางมาพร้อมการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะด้านหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงบริการสุขภาพเชิงป้องกันในมิติใหม่ ภายใต้แนวคิด   “เที่ยวไทย หัวใจแข็งแรง”

การเปิดรับพันธมิตรในครั้งนี้ จึงเกิดขึ้น ภายใต้แนวคิด

“เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน บนมาตรฐาน Clinical Excellence และนวัตกรรมระดับสากล” เพื่อปลดล็อกศักยภาพของคลินิกไทย สู่การเป็นส่วนหนึ่งของ Healthcare Ecosystem ยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงการรักษา การฟื้นฟู การป้องกัน และการยกระดับคุณภาพชีวิตไว้อย่างครบวงจร

​ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคลินิกยุคใหม่ 

ได้ที่   โทร.02 693 3571  /  Line @innowaitalab

https://www.facebook.com/share/18CDaZawK3/?mibextid=wwXIfr