ขอนแก่น เปิดรันเวย์ “ผ้าแพร่” เชื่อมล้านนา–อีสาน ดันผ้าพื้นเมืองสู่ตลาดสากล

จังหวัดแพร่ได้ยกขบวนแฟชั่น ผ้าแพร่ และสินค้าเด่นจากท้องถิ่น มาปักหมุดที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของผ้าทอพื้นเมืองและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตอกย้ำศักยภาพของผ้าทอเมืองแพร่ที่สามารถพัฒนาและยกระดับจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่การเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ตลาดสากล ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและคุณภาพงานฝีมือที่ประณีต

นายคุณากร คชหิรัญ รอง ผวจ.แพร่ กล่าวว่า ขอนแก่นถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเมืองไมซ์ (MICE City) ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย การนำผลิตภัณฑ์ผ้าทอและสินค้า OTOP จากจังหวัดแพร่มาจัดแสดงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำสินค้ามาจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการ เปิดประตูเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการจากทั้งสองภูมิภาคได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำธุรกิจร่วมกันทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดขอนแก่นจะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันผ้าทอแพร่ให้สามารถขยายตลาดและก้าวไกลสู่เวทีสากลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ขณะที่ นายวีรกานต์ บุญตัน พัฒนาการจังหวัดแพร่ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ จังหวัดแพร่ได้คัดสรรแบรนด์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาดีไซน์ให้มีความร่วมสมัย ตอบโจทย์รสนิยมของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงได้รู้จักผ้าแพร่มากยิ่งขึ้น ภายในงานมีร้านค้าจากผู้ประกอบการกว่า 50 ร้านค้า นำเสนอผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อม ผ้าทอพื้นเมือง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้ ของใช้ และสุราชุมชน ตลอดจนของฝากจากจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Business Matching เปิดพื้นที่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิตจากจังหวัดแพร่กับเจ้าของธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และผู้นำแฟชั่นในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เกิดการค้าขายระหว่างภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“จังหวัดแพร่จึงขอเชิญชวนชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงนักลงทุนและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองภูมิภาค ในงาน “แพร่พรรณผ้า สีสันภูมิปัญญาสู่สากล” ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น”

ระทึก!ลูกสาวอุ้มแม่วัย 84 หนีตาย ไฟไหม้บ้านกลางชุมชนยโสธรวอดทั้งหลัง

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านของชาวบ้านซึ่งอยู่กลางชุมชนจังหวัดยโสธรส่งผลให้ชาวบ้านแตกตื่นตกใจกลัวว่าเปลวเพลิงจะลุกลามไปบ้านข้างเคียงจึงต้องระดมรถดับเพลิงจำนวน 4 คัน เข้าช่วยฉีดน้ำสกัดเปลวเพลิงอย่างโกลาหนส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 12 มี.ค.69 ศูนย์วิทยุ 191 ของตำรวจภูธรจังหวัดยโสธรได้รับแจ้งว่ามีเหตุไฟไหม้บ้านชาวบ้านที่บ้านค้อเหนือ ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร จึงแจ้งให้ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองยโสธร ออกตรวจสอบที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้งพร้อมกับได้ประสานรถน้ำดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียงจุดเกิดเหตุเข้าไปช่วยกันฉีดน้ำดับไฟ

โดยในที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังคามุงสังกะสีสภาพเก่าพบเปลวเพลิงกำลังลุกท่วมตัวบ้านทั้งหลังอย่างรุนแรงท่ามกลางความแตกตื่นตกใจกลัวของชาวบ้านที่เกรงว่าเปลวเพลิงอาจจะลุกลามไปติดบ้านข้างเคียงอีก เนื่องจากบ้านต้นเพลิงอยู่กลางชุมชนและมีบ้านเรือนของชาวบ้านปลูกอยู่ติดกันเป็นจำนวนชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงได้ช่วยกันหาถึงน้ำตักน้ำเท่าที่จะทำได้ไปช่วยดับไฟแต่ก็ไม่เป็นผลเนื่องจากเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจนไหม้บ้านทั้งหลังก่อนที่รถน้ำดับเพลิง จำนวน 4 คัน เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุจึงได้ช่วยกันระดมฉีดน้ำสกัดเปลวเพลิงเพื่อควบคุมเปลวเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้แต่ก็ส่งผลให้บ้านถูกไฟไหม้จนได้รับความเสียหายทั้งหลัง ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากสภาพสายไฟฟ้าภายในบ้านเก่ามีอายุใช้งานมานาน
                         
นางสาวอุลัย (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ในหมู่ 1 บ้านค้อเหนือ ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุมีเพียงแม่ของตนอายุ 84 ปี ที่อยู่ในบ้านตามลำพังส่วนตนกับพี่ชายออกไปทำธุระนอกบ้านจนกระทั่งตนกลับเข้าบ้านพบว่าเปลวไฟกำลังลุกไหม้บ้านซึ่งต้นเพลิงเกิดขึ้นที่บริเวณห้องนอนพี่ชายของตนซึ่งอยู่บริเวณชั้น 2 ของตัวบ้านก่อนจะลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็วตนจึงรีบเข้าไปอุ้มพาแม่ที่อยู่ในบ้านออกจากตัวบ้านหนีตายได้ทันเวลา ก่อนที่เปลวเพลิงจะลุกท่วมตัวบ้านทั้งหลังโดยที่ไม่สามารถจะหยิบทรัพย์สินต่างๆภายในบ้านออกมาได้แม้แต่ชิ้นเดียวเพราะเปลวเพลิงลุกลามเร็วมาก ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากที่ห้องนอนพี่ชายมักจะเสียบปลั๊กพัดลมทิ้งไว้ตลอดเวลา ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

แถลงการณ์ครั้งแรก!ผู้นำคนใหม่อิหร่านลั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ กดดันโลก เดินหน้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ

“อยาตอลลาห์ มอจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ออกคำแถลงครั้งแรก เรียกร้องความเป็นเอกภาพของชาติ ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ เป็นเครื่องมือกดดัน เตือนสหรัฐฯ ต้องปิดฐานทัพในตะวันออกกลาง ไม่เช่นนั้นจะยิงถล่ม พร้อมเรียกร้องรัฐบาลอเมริกัน-อิสราเอลจ่ายค่าเสียหายจากการโจมตี

นับเป็นถ้อยแถลงการณ์ครั้งแรกของ “อยาตอลลาห์ มอจตาบา คาเมเนอี” หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ ถูกนำมาอ่านผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน IRINN โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งเรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านมีความเป็นเอกภาพ พร้อมประกาศว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและการค้าสำคัญของโลกจะยังคงถูกปิดเพื่อเป็นเครื่องมือกดดัน

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ยังเตือนว่า ฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคจำเป็นต้องถูกปิด หากยังคงเปิดดำเนินการอยู่ก็ “จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี”

นอกจากนี้ในสารดังกล่าว คาเมเนอี ย้ำว่า อิหร่านยังคงเชื่อมั่นในมิตรภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ระบุว่าการโจมตีที่ผ่านมาเป็นการมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านั้นเท่านั้น

อุทัยธานีจัดใหญ่งาน “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก”ปลุกท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

อุทัยธานี-ผู้ว่าฯอุทัยธานีนำทัพ แถลงข่าวเตรียมจัดงาน”เทิดพระเกียรติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก”ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสินค้า OTOPเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนณ สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ (บึงพระชนก) ระหว่างวันที่ 1-9 เมษายน 69

เมื่อเวลา 18.00.น.ของวันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบริเวณ สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ(บึงพระชนก)อ.เมือง จ.อุทัยธานี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี นางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี

นายสัมพันธ์ สุภาภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)สำนักงานอุทัยธานี พ.ต.อ.ประเสริฐ บัวขาว รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี พร้อมหน่วยข้าราชการที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชนร่วมงาน เทิดพระเกียรติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก

โดยจังหวัดอุทัยธานีกำหนดจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกประจำปี 1-9 เมษายน 2569 ณสวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ (บึงพระชนก)เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระปฐมมหาชนกต้นราชวงศ์จักรีน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของราชวงศ์กรีที่ทรงปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขจนถึงปัจจุบัน

พร้อมกับส่งเสริมการท่องเที่ยวและสินค้า OTOPเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน กิจกรรมภายในงาน ได้มีการแสดงแสงสีเสียงมหรสพบนเวที การแสดงศิลปะวัฒนธรรม การจัดงานอนุรักษ์มรดกไทยเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และการแสดงจำหน่ายสินค้า OTOP ของจังหวัดอุทัยธานี การจัดทำน้ำพุดนตรี ประดับไฟสวยงามการย้อมไฟและมีการแสดงคอนเสิร์ตโดยจัดให้มีศิลปินนักร้องชื่อดัง มาแสดงดังกล่าว

รอดคุก!ศาลให้ประกัน ‘ชนนพัฒฐ์’ วงเงิน 1 ล้าน ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

“ชนนพัฒน์” รอดคุก ศาลอาญาให้ประกัน 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ห้ามยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน รายงานตัวทุก 2 เดือน เจ้าตัวขอบคุณศาลให้ประกัน มีโอกาสออกมาพิสูจน์ตัวเองยอมรับกลัวคนพื้นที่ไม่สบายใจ ทำใจต้องเข็มแข็งหากเรื่องนี้ถูกหยิบมาเป็นประเด็นในสภา ก่อนพบดีเอสไอเเจ้งผู้กองธรรมนัสเเล้ว

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569  ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกรมสอบสวนคดีพิเศษ ควบคุมตัวนายชนนพัฒน์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) มาฝากขังต่อศาลอาญา ในข้อหาฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรืออ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478

โดยเจ้าหน้าที่นำตัวนายชนนพัฒน์เดินทางมาถึงศาลอาญาในเวลา 14.25 น. ก่อนจะนำตัวลงไปยังห้องเวรชี้เพื่อฝากขังต่อศาลอาญา

ต่อมาทนายความยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์

ศาลพิเคราะห์ตามคำร้องฝากขังและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ไม่หลบหนี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงเห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน ทำสัญญาประกันกำหนดราคาประกัน 1 ล้านบาท ให้ผู้ต้องหารายงานตัวต่อศาลทุก 2 เดือน และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และให้แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกับห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาทำการใดอันเป็นอุปสรรคหรือความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล มิเช่นนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว

นายชนนพัฒฐ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากได้รับการปล่อยชั่วคราวว่า วันนี้ตนเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อไม่ให้มีข้อครหาต่อสังคม หลังจากนี้ก็เป็นกระบวนการที่ตนจะต้องพิสูจน์ตัวเองในคดีนี้ต่อไป ตอนนี้ตนไม่ได้กังวลมากเท่าไหร่ แต่การสู้ในชั้นศาลก็ทำให้มีความกังวลอยู่บ้าง ขณะที่ตนเองอยู่ที่ห้องเวรชี้ข้างล่างทำให้ตนเองได้คิดถึงความสง่างามในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวออกมาก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าจะต้องอยู่บนความสง่างามของสังคม

เมื่อถามว่ามองอย่างไรบ้างการที่ถูกออกหมายเรียกก่อนที่จะมีการเปิดสมัยประชุมสภา นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า ระยะเวลาจริง ๆ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเกินเลย หลังจากขออนุมัติศาลออกหมายจับ แต่ศาลอยากให้ออกหมายเรียกมารายงานตัวภายใน 7 วัน จริง ๆ วันนี้ติดภารกิจหลายอย่าง แต่อยากพิสูจน์ตัวเองเพื่อสังคม จึงเดินทางเข้ามารายงานตัวต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กลัวอย่างเดียวแค่คนในพื้นที่จะไม่สบายใจ ส่วนเรื่องคดีปล่อยให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน แต่เพื่อให้ปราศจากข้อสงสัยก็ต้องเข้าชี้แจงต่อหน่วยงาน เรื่องนี้ตนไม่โทษใคร

เมื่อถามว่าได้พูดคุยประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมประเด็นพบดีเอสไอหรือไม่ นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า ตนได้รายงานต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอยากพิสูจน์ตัวเองให้สังคมไทยได้เห็น

เมื่อถามว่าระหว่างนี้จะมีการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือคำร้องขอความเป็นธรรมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่ นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้คือการชี้แจง ปล่อยให้ทางเราได้ชี้แจงทุกเรื่องรวมถึงเรื่องเส้นเงินเมื่อปี 2562 ด้วย ตนมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงเรื่องทั้งหมดได้

เมื่อถามว่ามีความกังวลใจไหมว่าในอนาคตจะมีการหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในสภา นายชนนพัฒฐ์ กล่าวว่า เมื่อเป็นภาพให้เห็นไปจะต้องเข้มแข็งและอดทนไม่ว่าจะถูกหยิบมาเป็นประเด็นเพื่อซักถามในสภา ก็ต้องยอมรับในส่วนนี้

ขุขันธ์ลุย Re-Xray ปราบยาเสพติด คัดกรองผู้เสพ 51 ราย ส่งเข้าบำบัดฟื้นฟูคืนคนดีสู่สังคม

อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน ด้วยการบูรณาการกำลังหลายหน่วยงานลงพื้นที่ Re-Xray คัดกรองผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

 ระหว่างวันที่ 6 – 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้การอำนวยการของ นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอขุขันธ์ ได้มอบหมายให้ นายธนกร ศรีฤทธิประดิษฐ์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หมายเลข 6801976 นำกำลังบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ขุขันธ์ สภ.ปรือใหญ่ และสภ.จะกง พร้อมด้วยสมาชิก กองอาสารักษาดินแดนอำเภอขุขันธ์ที่ 5 ลงพื้นที่ค้นหา คัดกรอง และตรวจสอบบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน

ผลการดำเนินงานพบว่า จากการตรวจปัสสาวะเบื้องต้นเพื่อหาสารเสพติด พบบุคคลมีผลเป็นบวก จำนวน 51 ราย จึงได้ดำเนินการนำตัวส่ง โรงพยาบาลขุขันธ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา และส่งต่อเข้าร่วม โครงการช่วยเหลือผู้เสพผู้ติดยาเสพติดของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอำเภอขุขันธ์

ทั้งนี้ โครงการฟื้นฟูดังกล่าวจัดขึ้น ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา (หลังเก่า) ระหว่างวันที่ 10 – 24 มีนาคม 2569 โดยมุ่งเน้นการบำบัดฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงการช่วยเหลือด้านอาชีพ การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการติดตามช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติและไม่หวนกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอำเภอขุขันธ์ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ตามแนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” พร้อมขับเคลื่อนชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อสร้าง “หมู่บ้านยั่งยืน ปลอดภัยจากยาเสพติด” ต่อไป.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

เรียก 23 นักเตะทีมชาติไทยดวลเดือด เติร์กเมนิสถานนัดชี้ชะตาศึกเอเชียน คัพ รอบคัดเลือก

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อ 23 นักฟุตบอลชายทีมชาติไทย ชุดทำการแข่งขันฟุตบอลเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก นัดที่ 6  พบกับ เติร์กเมนิสถาน ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ภายใต้การคุมทัพของ “แอนโธนี ฮัดสัน” หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวอังกฤษ โดยแฟนบอลที่สนใจ สามารถซื้อบัตรได้ที่ >>> https://bit.ly/3Zs3vDG และจุดจำหน่ายไทยทิคเก็ตเมเจอร์ สาขาหลัก 11 สาขา หรือ ทุกช่องทางจำหน่าย 

โดยรายชื่อ 23 นักเตะ ประกอบด้วย

ผู้รักษาประตู

1. กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล สโมสร ราชบุรี เอฟซี
2. ปฏิวัติ คำไหม สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด
3. สรานนท์ อนุอินทร์ สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

กองหลัง

4. ศุภนันท์ บุรีรัตน์ สโมสร การท่าเรือ เอฟซี
5. พีฬาวัช อรรคธรรม สโมสร การท่าเรือ เอฟซี
6. นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
7. พรรษา เหมวิบูลย์ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
8. มานูเอล ทอม เบียรห์ สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด
9. ณัฐพงษ์ สายริยา สโมสร ชลบุรี เอฟซี
10. นิโคลัส มิคเกลสัน สโมสร เอสวี เอลเวอร์สแบร์ก

กองกลาง

11. พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี สโมสร การท่าเรือ เอฟซี
12. ธีราทร บุญมาทัน สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
13. ชนาธิป สรงกระสินธ์ สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด
14. สารัช อยู่เย็น สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด
15. กฤษดา กาแมน สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด
16. อิคลาส สันหรน สโมสร พีที ประจวบ เอฟซี
17. ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร สโมสร ราชบุรี เอฟซี
18. อนันต์ ยอดสังวาลย์ สโมสร ลำพูน วอริเออร์
19. เสกสรรค์ ราตรี สโมสร ระยอง เอฟซี
20. สุภโชค สารชาติ สโมสร ฮอกไกโด คอนซาโดเล ซัปโปโร

กองหน้า

21. ศุภชัย ใจเด็ด สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
22. ยศกร บูรพา สโมสร ชลบุรี เอฟซี
23. จู๊ด ซุ่นทรัพย์ เบลล์ สโมสร กริมสบี้ ทาวน์

ซึ่งนักกีฬาที่มีรายชื่อดังกล่าว จะต้องเดินทางมารายงานตัวที่ โรงแรมโนโวเทล ฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. และทำการฝึกซ้อมในช่วงเย็นที่ บีจี เทรนนิ่ง เซนเตอร์

สำหรับ การแข่งขันฟุตบอล เอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่มดี แมตช์เดย์ที่ 6 ทีมชาติไทย จะพบกับ เติร์กเมนิสถาน ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 19.30 น. ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32, www.thairath.co.th/tv/live, Facebook: ไทยรัฐทีวี www.facebook.com/ThairathTV และไทยรัฐสปอร์ต www.facebook.com/ThairathSport และ YouTube : Thairath Sport
 
#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทย #internationalAmatch #Amatch #Thailand #FIFADay #MARCH #2027AFCAsianCupqualification 

สืบสานประเพณีสักการะเจ้าพ่อพญาแลหนองบัวระเหว”ส่งเสริมท่องเที่ยว-กระตุ้นศก.คึกคัก

ชัยภูมิ- ชาวหนองบัวระเหวแห่ร่วมสืบสานประเพณีสักการะเจ้าพ่อพญาแลและของดีอ.หนองบัวระเหวส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ จัดขึ้นระหว่งวันที่12-15 มี.ค.69

โดยวันนี้ ณ.บริเวณศิลป์ ถิ่นระเหว ได้มีการจัดประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง เสียงศิลป์ถิ่นระเหว ในงานท่องเที่ยวสักการะสักการะเจ้าพ่อพญาแล และของดีระเหวประจำปี 2569 เพื่อชิงเงินรางวัล 11,000 บาท แบ่งเป็นรางวัลที่1 )5,000 บาท รางวัลที่2 รองชนะเลิศ)3,000บาท และรางวัลขวัญใจแฟนเะลงอีก3,000บาท

ว่าที่ร้อยตรี เอกพล เรืองเพชร นายอำเภอหนองบัวระเหว คณะกรรมผู้ตัดสิน และประชาชนมาร่วมลุ้นร่วมเชียร์และเป็นสักขีพยานในการตัดสินการแข่งขันครั้งนี้พร้อมกันนี้ยังมีร้านขายสินค้าของกินของใช้สินค้าโอท๊อปที่นำมาขายหรือจำหน่าย

ภายในงานครั้งนี้หลากหลายอย่างทำให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมอย่างคึกคัก ซึ่งภายในวันที่13 มี.ค.69ก็จะมีพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อพญาแลในช่วงเช้าจากนั้นก็จะมีขบวนแห่ไปรอบเทศบาลหนองบัวระเหวในครั้งนี้ด้วยต่อไป

DSI ทลาย 17 จุดห้างดังย่านปทุมวัน กวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หลังสหรัฐฯ ตีตราไทย “ตลาดปลอมโลก”

DSI เปิดปฏิบัติการบุกทลาย 17 จุดห้างดังย่านปทุมวัน กวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หลังสหรัฐฯ ตีตราไทย “ตลาดปลอมโลก”

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569  เวลา 16:30 น. ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นครั้งใหญ่ใจกลางกรุง มุ่งเป้าย่านการค้าปทุมวัน หลังถูกรายงานจากสหรัฐฯ ระบุเป็นแหล่งละเมิดลิขสิทธิ์ระดับโลกเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในไทย

จากนั้นเจ้าหน้าที่จาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นร้านค้าและแหล่งเก็บสินค้าเป้าหมายจำนวน 17 จุด ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านปทุมวัน ปฏิบัติการครั้งนี้เน้นไปที่กลุ่มร้านค้าจำหน่ายสินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดสินค้าที่ต้องสงสัยว่าละเมิดเครื่องหมายการค้าจำนวนมหาศาล อาทิเช่น กระเป๋าและเครื่องหนังแบรนด์เนม ปลอมแปลงลวดลายและโลโก้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายแฟชั่น จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รองเท้ากีฬาและนาฬิกา ที่จำหน่ายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง

เบื้องหลังของปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในวันนี้ สืบเนื่องมาจากรายงาน “2025 Review of Notorious Markets for Counterfeiting and Piracy” ซึ่งเผยแพร่โดย สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในรายงานระบุอย่างชัดเจนว่า MBK Center (เอ็มบีเค เซ็นเตอร์) ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นตลาดประเภท Physical Market (ตลาดที่มีหน้าร้านจริง) เพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่ยังคงปรากฏอยู่ในรายชื่อตลาดที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าในระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ทางการค้า

และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาคู่ค้าระหว่างประเทศ ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ขยายผลถึงต้นตอ เจ้าหน้าที่ระบุว่า สินค้าที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูง และพฤติการณ์ของร้านค้ามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม DSI ยืนยันว่าหลังจากนี้จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของร้านและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งการให้ขยายผลการสอบสวนไปยัง “ต้นทาง” ซึ่งรวมถึง กลุ่มผู้นำเข้าตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เครือข่ายผู้กระจายสินค้า: ทลายโกดังพักสินค้าขนาดใหญ่ที่คอยส่งของให้กับร้านค้าย่อยช่องทางออนไลน์ ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างหน้าร้านและการขายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย “การปฏิบัติการในวันนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลไทย ในการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

และเพื่อถอดชื่อย่านการค้าสำคัญของไทยออกจากบัญชีดำของสหรัฐฯ ให้ได้โดยเร็วที่สุด” เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกล่าวทิ้งท้าย การกวาดล้างครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการที่ยังคงลักลอบจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย ว่าทางการจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานการค้าของประเทศไทยสู่ระดับสากล

บสย.ลุยช่วย SMEs “พร้อมค้ำ-พร้อมช่วย-พร้อมพลัส+”

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 2 เดือนแรกปี 2569 บสย. มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 14,567 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 17,853 ราย สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 60,160 ล้านบาท และช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมา 14 ไตรมาส โดยเมื่อเทียบกับยอดค้ำประกันสินเชื่อในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (Year on Year) พบว่า มียอดค้ำประกันสูงกว่าถึง 4.43 เท่า สำหรับเป้าหมายหลักในปี 2569 บสย. เดินหน้าขยายบทบาทการค้ำประกันสินเชื่อ สร้างโอกาสให้ SMEs พร้อมเป็นเครื่องมือหลักกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก มุ่งปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อ และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ภายใต้ 4 แนวคิดหลัก ได้แก่

  1. ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินของ SMEs (Financial Inclusion)
  2. เพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อโดย บสย.
  3. ยกระดับองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน
  4. เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลทางการเงิน

เปิดยุทธศาสตร์ “3-Prompt” พลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ในปี 2569 บสย. ชูยุทธศาสตร์ “3-Prompt” (บสย. 3 พร้อม) “พร้อมค้ำ-พร้อมช่วย-พร้อมพลัส+” ต่อยอดจากมาตรการ “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย” เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs เป็นไปอย่างเข้มข้น ครอบคลุมความต้องการของ SMEs ในมิติต่างๆ มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆ และช่องทางเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยใช้ Digital เป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อเชื่อมโยงให้ บสย. เป็นส่วนหนึ่งใน Digital Ecosystem รวมถึงการนำ AI มาใช้ในกระบวนการต่างๆ ภายในองค์กร พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) เพื่อตอบโจทย์โลกการเงินยุคใหม่ และพัฒนาสู่การค้ำประกันสินเชื่อ Digital Credit Guarantee กับผู้ให้บริการ Virtual Banking ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ตามยุทธศาสตร์การยกระดับองค์กรของ บสย. โดยยุทธศาสตร์ “3-Prompt” ประกอบด้วย

  1. “บสย. พร้อมค้ำ” ดันยอดค้ำฯ ทะลุ 7 หมื่นล้าน มุ่งช่วย “กลุ่มเปราะบาง”
    ภายใต้มาตรการ “บสย. พร้อมค้ำ” ปีนี้ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อกว่า 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” 50,000 ล้านบาท และมาตรการอื่นๆ กว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมากกว่า 80,000 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 67,500 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 615,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 295,000 ล้านบาท โดยปีนี้จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ SMEs ในกลุ่มต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจง ผ่านโครงการหลัก ได้แก่

มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win ตั้งแต่เปิดโครงการเมื่อกลางเดือนธันวาคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 16,500 ล้านบาท คาดว่าจะอนุมัติเต็มวงเงิน 50,000 ล้านบาทในช่วงกลางปี 2569 นับเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ด้วยจุดเด่น ค้ำประกันยาว 7 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือ Risk-based Pricing (RBP) มาใช้กับมาตรการรัฐ ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 1% และเพิ่มอัตราชดเชย NPL สูงขึ้น (Max Claim) เพื่อดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost ลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ทำให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น

มาตรการอื่นๆ ได้แก่ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” วงเงินคงเหลือ 3,500 ล้านบาท ขยายระยะเวลารับคำขอจนถึงสิ้นปี 2569 โดยปีนี้ได้ขยายความร่วมมือกับลีสซิ่งของค่ายรถยนต์ (Captive Finance) พร้อมรองรับงานมอเตอร์โชว์ 2026 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ บสย. ดำเนินการเอง โดยมุ่งขยายการค้ำประกันไปยัง Non-Bank ในกลุ่ม “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศกว่า 70 ราย เพื่อช่วยกลุ่มรายย่อย Micro SMEs ที่เป็น “กลุ่มเปราะบาง” และมีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน โดยเน้นวงเงินค้ำประกันรายละไม่เกิน 100,000 บาท

  1. “บสย. พร้อมช่วย” รุก “แก้หนี้-เสริมความรู้” ปลดหนี้ SMEs
    ในปี 2569 บสย. พร้อมเดินหน้าเป็น “ตัวช่วย” ให้กับ SMEs ใน 2 มิติ คือ ให้ความช่วยเหลือผ่าน มาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ลด ปลดหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน พิเศษ! ลูกหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ ปิดบัญชี ลดต้นสูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” หนี้คงเหลือไม่เกิน 2 แสนบาท และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้ SMEs หนี้คงเหลือมากกว่า 2 แสนบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้มากกว่า 6,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 5,835 ราย ในจำนวนนี้ตั้งเป้าช่วยลูกหนี้ “ปลดหนี้” ไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 992 ราย อีกไฮไลท์ในปีนี้ คือเพิ่มความสะดวกให้ลูกหนี้ สามารถสมัครร่วมมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” พร้อมเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ด้วยตัวเอง ผ่าน LINE OA : @tcgfirstนอกจากนี้ บสย. ยังตอกย้ำบทบาท “ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs” (บสย. F.A. Center) โดยปีนี้เน้นการทำงานเชิงรุก เพิ่มศักยภาพด้านความรู้ ทักษะประกอบอาชีพ โดยขยายความร่วมมือในรูปแบบ “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs” หรือ TCG Financial Hub ร่วมกับสถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตร เพิ่มเติมอีก 2 แห่งในปีนี้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมจัดโครงการ Business School on tour ช่วยเหลือ SMEs ร่วมกับสำนักงานเขต บสย. ทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ เป็นต้น
  2. “บสย. พร้อมพลัส+” เปิดตัว 4 พลังบวก (4 New Engines) ขับเคลื่อนช่วยเหลือ SMEs
    ตลอดปี 2569 บสย. ได้เพิ่มเครื่องมือทางการเงิน ภายใต้มาตรการ “บสย. พร้อมพลัส+” (บสย. Prompt Plus) โดยใช้ Digital เป็นแรงขับเคลื่อนและยกระดับองค์กร พร้อมเปิดตัว 4 เครื่องยนต์ พลังบวกใหม่ (4 New Engines) ได้แก่
  3. เพิ่มการเชื่อมโยงระบบ Operating Model บสย. เข้ากับโครงการ SMEs Credit Boost มาตรการเฉพาะจุด โดยใช้ความชำนาญ บสย. ตลอด 35 ปี รับบริหารมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับงานด้าน Operating ของ บสย. ไปพร้อมกับการขยายสู่พันธมิตรผู้ให้บริการสินเชื่อใหม่ๆ อาทิ ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ตลอดจนขยายการรับรู้ (Awareness) ไปยังกลุ่มธุรกิจทุกขนาด ครอบคลุมทุก Sectors ธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น
  4. เพิ่มเครื่องมือบริการเครดิตสกอริ่ง TCG Score (As-a-Service) ผสานกับ “เครดิตสกอริ่ง” ของกระทรวงการคลัง และผู้ให้บริการเครดิตสกอริ่งอื่นๆ เพื่อบูรณาการเป็นเครดิตสกอริ่ง สำหรับประเมินกลุ่มรายย่อย Micro SMEs หรือ “กลุ่มเปราะบาง” มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ตามนโยบายกระทรวงการคลัง ตลอดจนให้บริการตรวจสุขภาพทางการเงินด้วย “TCG Score As-a-Service” กับสมาชิกหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินของแต่ละกลุ่มเป้าหมายตามระดับความเสี่ยง (Risk-based) แบบเฉพาะเจาะจงได้
  5. เพิ่มแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ SMEs First and Fast พลิกโฉมการให้บริการของ บสย. (New Customer Journey : O2O) โดยให้ SMEs มาพบ บสย. ก่อน (Direct Approach) เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพด้านเครดิต (Credit Capacity and Enhancement) โดย บสย. เป็นตัวกลาง SMEs’ Gateway เพื่อเชื่อมต่อ SMEs ทุกกลุ่มที่มีความต้องการด้านสินเชื่อ เข้ากับผู้ให้บริการทางการเงินที่เหมาะสม
  6. เพิ่มเครื่องมือ “PromptClaim Management” ให้กับสถาบันการเงิน ยกเครื่องการให้บริการผ่านรูปแบบการจองวงเงินรายใบ (PromptClaim Dashboard) ด้วยบริการค้ำรายใบ เคลมรายใบ จองวงเงินรายใบ และบริหารเงินเคลมตามสัดส่วนของพอร์ตค้ำประกันสินเชื่อ (Max Claim by Portfolio) ของแต่ละสถาบันการเงินด้วยตัวเองได้แบบ Real-time โดยเตรียมเปิดให้บริการในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้