พิษแล้งซ้ำเติม! มะนาวพุ่งลูกละ 7 บาทพ่อค้าแม่ค้าผวาน้ำมันขึ้นดันสินค้าพุ่งทั้งตลาด

อากาศร้อนจัดและภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในตลาดซ้ำเติมผู้บริโภค โดยเฉพาะมะนาวพุ่งลูกละ 7 บาท พ่อค้าแม่ค้าผวาน้ำมันขึ้นดันสินค้าพุ่งทั้งตลาด

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ราคาผักและอาหารทะเลภายใน ตลาดจอแจ ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา หลังพบว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนจัดในตอนกลางวัน ประกอบกับภาวะแล้ง ส่งผลให้ผักหลายชนิดเหี่ยวเฉา เสียหาย และให้ผลผลิตลดลง จนเริ่มมีบางชนิดขาดตลาด ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ “มะนาว” ที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ บรรยากาศการค้าขายในตลาดยังเต็มไปด้วยความกังวลของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า หลังสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ซึ่งหากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ย่อมกระทบต่อค่าขนส่ง ค่าแรงงาน และราคาสินค้าในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลไทยจะพยายามตรึงราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชนก็ตาม

นางแป้น แฟนพิมาย อายุ 60 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดจอแจ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผักส่วนใหญ่ยังขายในราคาปกติ แต่ที่เห็นชัดคือ “มะนาว” ที่ปรับราคาสูงขึ้น โดยตนรับมาจากแหล่งขายส่งในราคาลูกละประมาณ 4–5 บาท และต้องนำมาขายลูกละ 5–7 บาท เพื่อให้พอมีกำไรเล็กน้อย

“ลูกใหญ่ ๆ ที่ตอนนี้ขายลูกละ 5 บาท แต่ก่อนขายแค่ลูกละ 3 บาทเท่านั้น ไม่รู้ว่าขึ้นเพราะอะไรแน่ อาจจะเพราะอากาศร้อนหรือค่าขนส่งแพงขึ้น เวลาขายก็ต้องบวกกำไรนิดเดียว ถ้าขายแพงเกินไปลูกค้าก็ไม่ซื้อ เดี๋ยวของก็เน่าเสียหมด” นางแป้นกล่าว

ด้านนายวัฒนชัย กันยะวงหา อายุ 37 ปี พ่อค้าขายอาหารทะเลในตลาด เปิดเผยว่า อาหารทะเลที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่สั่งมาจาก จังหวัดสมุทรสาคร โดยบางครั้งเดินทางไปซื้อเอง และบางครั้งให้ผู้ค้าส่งจัดส่งมาให้ ซึ่งขณะนี้ราคาค่าขนส่งยังไม่ปรับเพิ่ม ทำให้ราคาขายยังคงเท่าเดิม

อย่างไรก็ตาม นายวัฒนชัย ยอมรับว่า หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับขึ้นในระยะต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาสินค้าจะต้องขยับตามต้นทุน

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

“ตอนนี้ยังไม่ขึ้นราคา เพราะอยากช่วยลูกค้า แต่ถ้าน้ำมันขึ้นจริง ๆ ก็คงต้องปรับตามต้นทุน อยากให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ค่อยดี ลูกค้ากำลังซื้อน้อย ขายของลำบากมาก” นายวัฒนชัยกล่าว

ทั้งนี้ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพราะหากต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดท้องถิ่นทยอยปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องแบกรับภาระก็คือประชาชนผู้บริโภคโดยตรง

เมืองพญาแลเตรียมจัดใหญ่ “เทศกาลไหม หม่ำชัยภูมิ” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก-ส่งเสริมการท่องเที่ยว

ชัยภูมิแถลงข่าว เตรียมจัดงานใหญ่! “เทศกาลไหม หม่ำชัยภูมิ” ชูซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นของดีชัยภูมิ  28 มี.ค. – 5 เม.ย. 69 นี้ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ

จังหวัดชัยภูมิ แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “เทศกาลไหม หม่ำชัยภูมิ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการผสมผสานมรดกทางภูมิปัญญาอย่าง “ผ้าไหมไทย” เข้ากับอัตลักษณ์ด้านอาหารอย่าง “หม่ำ” ซึ่งเป็นของดีขึ้นชื่อของจังหวัดชัยภูมิ และเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยมีนายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวการจัดงานนี้ต่อสื่อมวลชน ณ ห้างโรบินสันไลฟ์สไตล์ สาขาชัยภูมิ

งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการผสมผสานมรดกทางภูมิปัญญาอย่าง “ผ้าไหมไทย” เข้ากับอัตลักษณ์ด้านอาหารอย่าง “หม่ำ” ซึ่งเป็นของดีขึ้นชื่อระดับประเทศ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้:


• ตระการตาผ้าไหมชัยภูมิ: นิทรรศการและการจำหน่ายผ้าไหมมัดหมี่ ลายเอกลักษณ์ประจำจังหวัด และแฟชั่นโชว์ผ้าไทยจากดีไซน์เนอร์ท้องถิ่น

• เทศกาลหม่ำและของดีเมืองผู้กล้า: ลิ้มรส “หม่ำ” ต้นตำรับที่การันตีรสชาติความอร่อย พร้อมรวบรวมสินค้า OTOP เกรดพรีเมียมจากทั้ง 16 อำเภอ 65 บูธ ทั้งผ้าไหมเลอค่าและของดีจากทั่วชัยภูมิ

พิเศษ จัดเต็มร้านค้าดังฮิต Tik Tok Shop ทั่วไทย รวมไว้ที่ชัยภูมิ  28 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 พบกันที่ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ (หลังเก่า) ตั้งแต่เวลา 09.00 – 23.00 น.

“รักนะจึงให้หอม”ปล่อยคาราวานหอมหัวใหญ่เชียงใหม่ฝ่าภาวะล้นตลาด

ที่สหกรณ์การเกษตรห้วยมะนาว จำกัด ตำบลดอนเปา อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานปล่อยคาราวานหอมหัวใหญ่ ภายใต้กิจกรรมกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ตามแคมเปญ “รักนะจึงให้หอม (หอมหัวใหญ่) เชียงใหม่เน้อจ้าว” โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วม

กิจกรรมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อใช้กลไกเครือข่ายสหกรณ์บริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดปลายทาง

นายนเรศ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่สำคัญของประเทศ โดยมีพื้นที่เพาะปลูกกระจายอยู่ใน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอฝาง อำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่ริม และอำเภอพร้าว ซึ่งจากการคาดการณ์ผลผลิตในปีการผลิต 2568/2569 พบว่าปริมาณผลผลิตมีแนวโน้มสูงกว่าความต้องการของตลาดในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อลดภาวะผลผลิตล้นตลาดและช่วยรักษาเสถียรภาพราคา

“ขณะนี้สามารถกระจายผลผลิตหอมหัวใหญ่ออกไปยัง 56 จังหวัดแล้ว คิดเป็นปริมาณกว่า 502 ตัน และยังคงเดินหน้าระบายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง” นายนเรศกล่าว

สำหรับ กิจกรรมในครั้งนี้ ได้ปล่อยคาราวานรถบรรทุกหอมหัวใหญ่เพิ่มเติมจำนวน 12 คัน ปริมาณผลผลิตประมาณ 50 ตัน มูลค่ากว่า 872,450 บาท เพื่อนำไปกระจายสู่พื้นที่ต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade)

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าหมายกระจายหอมหัวใหญ่ออกจากแหล่งผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด และสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

เปิดศึกแพลตฟอร์มยักษ์! “ทนายกระดูกเหล็ก” ร้อง กขค. สอบผูกขาดขนส่ง เอาเปรียบผู้ค้า–ผู้บริโภค

ผู้ค้าออนไลน์ยื่นร้อง กขค. ผ่าน “ทนายกระดูกเหล็ก” ขอให้ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ หลังถูกตั้งข้อสังเกตว่ากำหนดบริษัทขนส่งไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ค้าและผู้บริโภคไม่สามารถเลือกบริการได้เอง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (10 มี.ค.69) นายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” พร้อมตัวแทนผู้ค้าออนไลน์ และสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นแห่งประเทศไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

เพื่อขอให้ตรวจสอบแนวทางการให้บริการของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ หลังมีข้อร้องเรียนว่า แพลตฟอร์มเป็นผู้กำหนดบริษัทขนส่งสินค้าให้โดยตรง ทำให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อไม่สามารถเลือกใช้บริการขนส่งได้ตามต้องการ

ผู้ร้องเรียนระบุว่า แม้ในประเทศไทยจะมีผู้ให้บริการขนส่งหลายบริษัท แต่ในทางปฏิบัติแพลตฟอร์มมักกำหนดผู้ให้บริการหลักของตนเอง ส่งผลให้ผู้ค้าบางรายต้องนำสินค้าไปส่งยังจุดรับพัสดุที่อยู่ไกลกว่าเดิม ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า

นอกจากนี้ ผู้ร้องเรียนยังมองว่า แนวทางดังกล่าวอาจเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ค้าและผู้บริโภคในการเลือกบริษัทขนส่งด้วยตนเอง และอาจเข้าข่ายกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ปัญหาการกำหนดระบบขนส่งเพียงบางรายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง เช่น ค่าขนส่งมีแนวโน้มสูงขึ้น ลูกค้าไม่สามารถเลือกบริษัทขนส่งที่เหมาะสมหรือรวดเร็วได้ การจัดส่งสินค้าอาจล่าช้า รวมถึงคุณภาพบริการที่อาจขาดการแข่งขัน

และในบางกรณี ผู้ขายอาจจำเป็นต้องนำต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นไปบวกในราคาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ผู้ร้องเรียนจึงขอให้ กขค. ตรวจสอบว่า แนวทางดังกล่าวเข้าข่ายการจำกัดการแข่งขันทางการค้า หรือมีลักษณะผูกขาดหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมาย ก็ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ค้า ผู้บริโภค และผู้ประกอบการขนส่งทุกราย

.

สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษปั๊มเล็กบุรีรัมย์จ่อปิด “ชาวบ้าน-เกษตรกร”สะเทือนหนัก

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งต้องปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น บางพื้นที่เริ่มจำกัดการจำหน่ายน้ำมัน โดยไม่อนุญาตให้เติมใส่แกลลอนหรือภาชนะ เพื่อสำรองปริมาณน้ำมันไว้ให้ผู้ที่นำรถมาเติมโดยตรง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กในพื้นที่ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เตรียมปิดให้บริการชั่วคราว หลังไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ภายหลังคลังน้ำมันรายใหญ่ประกาศปรับราคาหน้าคลังเพิ่มอีกลิตรละ 4–6 บาท โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา

ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การปรับราคาหน้าคลังครั้งล่าสุดส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที หากซื้อมาเติมจำหน่ายก็จำเป็นต้องตั้งราคาหน้าปั๊มให้สูงขึ้นเพื่อไม่ให้ขาดทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ที่ต้องใช้น้ำมันในการประกอบอาชีพ

เจ้าของปั๊มจึงตัดสินใจว่าจะจำหน่ายน้ำมันจากล็อตเดิมที่ยังคงเหลืออยู่ก่อน และคาดว่าอีกประมาณ 2–3 วันข้างหน้า อาจต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เพื่อรอดูสถานการณ์ รวมทั้งรอความชัดเจนจากมาตรการของภาครัฐในการควบคุมราคาน้ำมัน หรือจนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย

ด้าน นายพงษ์ดนัย แจ้งกูล พนักงานสถานีบริการน้ำมัน กล่าวว่า ปกติปั๊มจะซื้อน้ำมันจากคลังใหญ่มาจำหน่ายครั้งละประมาณ 5,000–6,000 ลิตร โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง บางรายนำแกลลอนมาซื้อเพื่อนำไปใช้กับเครื่องจักรทางการเกษตร ซึ่งทางปั๊มก็ยังจำหน่ายให้ตามปกติ เพราะเห็นใจชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และล่าสุดคลังน้ำมันได้แจ้งปรับราคาขึ้นอีก ทำให้เจ้าของปั๊มเริ่มกังวลว่าจะไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

“ถ้าซื้อน้ำมันมาในราคาที่แพงขึ้น ปั๊มก็ต้องขายแพงขึ้นตาม ไม่อย่างนั้นก็ขาดทุน ซึ่งสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบก็คือชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่” พนักงานปั๊มกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงพิจารณาควบคุมราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่กำลังลุกลามไปสู่ประชาชนในระดับฐานราก

หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่เพียงผู้ประกอบการรายเล็กที่จะต้องปิดกิจการชั่วคราว แต่ความเดือดร้อนก็จะตกอยู่กับประชาชนและเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ

ข่าว/ภาพ : สุรชัย พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์

สะเทือนร้านส้มตำ!มะนาวพุ่งกระสอบละ 1,700 ของขาดหนักแม่ค้าผวาสงกรานต์ทะลุ 2,000 บาท

ตลาดสดขอนแก่นสะเทือน ราคามะนาวพุ่งพรวดภายในสัปดาห์เดียวพุ่งกระสอบละ 1,700 สินค้าขาดแคลนหนัก แม่ค้าหวั่นช่วงเทศกาลสงกรานต์ทะลุ 2,000 บาท

ผู้บริโภคเดือดร้อนหนักหลังราคามะนาวภายในตลาดสดขอนแก่น บริเวณถนนชีท่าขอน เขตเทศบาลนครขอนแก่น หลังพบว่าราคามะนาวมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยล่าสุดราคาพุ่งขึ้นกระสอบละกว่า 1,000 บาท และยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

จากการสำรวจพบว่า มะนาวเบอร์ 3 ขณะนี้มีราคากระสอบละ 1,600–1,700 บาท ขณะที่มะนาวเบอร์ 4 อยู่ที่กระสอบละ 1,500–1,700 บาท โดยมะนาวหนึ่งกระสอบมีน้ำหนักประมาณ 16 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยราว 300–400 ลูก ส่งผลให้ราคาขายปลีกขยับขึ้นตามไปด้วย

นางวงเดือน พรมวิเชียร อายุ 50 ปี แม่ค้าขายมะนาวสดในตลาด กล่าวว่า ราคามะนาวปรับตัวขึ้นแบบก้าวกระโดดภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ ราคายังอยู่ที่กระสอบละประมาณ 600–700 บาท แต่เมื่อเข้าสู่ต้นเดือนมีนาคม ราคาก็เริ่มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาถึงระดับปัจจุบัน

“ช่วงนี้มะนาวหายากมาก ร้านขายส่งก็ได้ของมาจำกัด จากเดิมเคยรับมะนาวมาขายวันละ 7–8 กระสอบ ตอนนี้เหลือเพียงวันละประมาณ 2 กระสอบเท่านั้น ทำให้ต้องปรับราคาขายปลีก มะนาวเบอร์ 3 ตอนนี้ขายลูกละ 7 บาท หรือ 3 ลูก 20 บาท ส่วนเบอร์เล็กราคาก็จะถูกลงตามขนาด” นางวงเดือน กล่าว

แม่ค้ารายดังกล่าวยังประเมินว่า ราคามะนาวอาจยังพุ่งต่อไปอีกในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ โดยอาจแตะกระสอบละ 2,000 บาท เนื่องจากขณะนี้ผลผลิตกำลังอยู่ในช่วงหมดรุ่น อีกทั้งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งยังส่งผลให้มะนาวออกผลผลิตน้อยกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้น้ำมะนาวเป็นส่วนผลโดยเฉพาะส้มตำได้รับผลกระทบแน่นอน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังผ่านช่วงสงกรานต์ไปแล้ว มะนาวรุ่นใหม่จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งอาจช่วยให้สถานการณ์ราคาคลี่คลายลงได้ตามฤดูกาล

ข่าว/ภาพ : จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

รายได้ทะลุแสนล้าน! กระบี่ประกาศศึกทัวร์เถื่อนเดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ

นายอังกูร ศรีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา จังหวัดกระบี่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 105,016 ล้านบาท คิดเป็น อันดับ 6 ของประเทศ ขณะที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากกว่า 6.3 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของเมืองท่องเที่ยวฝั่งอันดามันแห่งนี้อย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณให้จังหวัดต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

“กระบี่ต้องเดินหน้าสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่ใช่เพียงจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ระดับสากล” ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว จังหวัดจึงประกาศ 3 มาตรการสำคัญ ในการยกระดับการท่องเที่ยว

มาตรการแรก คือการ บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์อย่างเข้มงวด เพื่อสกัดปัญหา ทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อน ที่บั่นทอนภาพลักษณ์การท่องเที่ยว พร้อมจัดระเบียบการจราจรในพื้นที่ อ่าวนาง รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของพนักงานขับรถและผู้ควบคุมเรือโดยสาร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเล

มาตรการที่สอง คือการ สื่อสารเชิงรุกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยจังหวัดจะผลิตสื่อวิดีโอประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการท่องเที่ยว เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊ก และ ติ๊กต็อก เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ พร้อมสร้างการรับรู้เรื่องกฎจราจรและข้อควรระวังในการเดินทาง

มาตรการสุดท้าย คือการจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ประจำจุดสำคัญ ทั้งที่ท่าอากาศยานกระบี่ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา และพื้นที่อ่าวนาง โดยพร้อมประสานงานกับสายด่วน 1155 และ 191 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วในทุกสถานการณ์

ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ย้ำว่า จังหวัดมีความพร้อมที่จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก

“เป้าหมายของกระบี่ คือการเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูงระดับนานาชาติ ที่เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้มาเยือนทุกคน”ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่กล่าว

2 สาวเมาซิ่งเก๋งกลับจาก RCA รถเสียหลักพุ่งเหินตกสะพานกลับรถจม บึงมักกะสัน

นาทีชีวิต! 2 สาวเมา ขับเก๋งกลับจาก RCA รถเสียหลักพุ่งเหินตกสะพานกลับรถจม บึงมักกะสัน มิดทั้งคัน พลเมืองดี เล่านาทีระทึก รีบกระโดดน้ำลงไปช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 10 มี.ค.2569 ตำรวจ สน.ดินแดง รับแจ้งเหตุรถยนต์พุ่งตกบึงมักกะสัน ถนนจตุรทิศ แขวงและเขตดินแดง กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญ นำอุปกรณ์เครื่องมือช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณจุดกลับรถ มุ่งหน้าพญาไท พบเสาไฟส่องสว่างหักโค่นล้มกีดขวางทางจราจร และกระจกหลังรถยนต์พร้อมแผ่นป้ายทะเบียนตกอยู่ จากการตรวจสอบพบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ทะเบียน กาฬสินธุ์ สภาพรถทั้งคันจมบึงมักกะสัน

ภายในรถพบผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหญิง 2 ราย มีบาดแผลศีรษะแตกและบาดเจ็บตามร่างกาย โดยมีพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์จึงเข้าไปช่วยเหลือนำตัวหญิงทั้ง 2 ออกจากรถมาอยู่ที่ปลอดภัย

จากนั้นอาสาสมัครกู้ภัยฯจึงใช้อุปกรณ์โรยตัวลงไปปฐมพยาบาลนำตัวผู้บาดเจ็บขึ้นมาส่งรักษาที่โรงพยาบาลคามิเลี่ยน ทราบชื่อ น.ส.สุกฤตา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ขับขี่ และ น.ส.จิฎารัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ผู้โดยสาร

สอบถามผู้บาดเจ็บหญิงทั้ง 2 ราย ให้การว่า ขับรถยนต์มาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่าน RCA เพื่อจะกลับที่พักคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านอโศก เมื่อมาถึงบริเวณจุดกลับรถ เกิดเสียหลักชนขอบคอนกรีตทางถนน ทำให้รถพุ่งเหินตกลงจมบึงมักกะสัน

ด้าน นายสายันต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี พลเมืองดีช่วยหญิงทั้ง 2 ราย กล่าวว่า ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดและกำลังจะสูบบุหรี่ ระหว่างนั้นมีรถเก๋งสีดำวิ่งผ่านมา และได้ยินเสียงชนเสาไฟดังสนั่น จึงหันมองเห็นแต่ไฟท้ายรถยนต์จมบึงมักกะสันจึงรีบขี่รถจักรยานยนต์มาดู และร้องตะโกนเสียงเรียกให้คนตกปลาอีกคนกระโดดลงไปช่วยเหลือ ผู้หญิง 2 คนอยู่ในอาการคล้ายคนเมาสุราและถามตอบรู้เรื่องอยู่

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานรถเครนขนาดใหญ่มายกเคลื่อนย้ายรถยนต์ขึ้นจากบึงมักกะสัน นำไปเก็บไว้ที่ สน.ดินแดง เพื่อรอสอบสวนเพิ่มเติมหญิงทั้ง 2 ราย ก่อนสรุปอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

.

ศิษยานุศิษย์ร่วมฉลองตราตั้ง “พระอาจารย์จ่อย” เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์

บรรดาศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดพิธีทำบุญและแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสฉลองตราตั้ง พระครูเกษมกิตติโสภณหรือ พระอาจารย์จ่อย เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.69 ที่วัดสามัคคีบรรพต (บางเสร่ นอก) ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี บรรดาศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดพิธีทำบุญและแสดงมุทิตาจิต เนื่องในโอกาสฉลองตราตั้ง พระครูเกษมกิตติโสภณ หรือ พระอาจารย์จ่อย เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง และเจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต หลังได้รับตราตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พระอุปัชฌาย์ โดยมีคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ศิษยานุศิษย์ และประชาชนจำนวนมากร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

ภายในงาน มีการประกอบพิธีทางศาสนา พร้อมขบวนนางรำร่วมแห่ตราตั้งและตาลปัตรจากวัดสัตหีบ ก่อนนำมาประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชา ณ อาคารอเนกประสงค์ของวัด จากนั้นคณะสงฆ์ได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่พระครูเกษมกิตติโสภณ ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความศรัทธา

หลังเสร็จพิธี บรรดาศิษยานุศิษย์และประชาชนที่มาร่วมงานต่างเข้าถวายความเคารพและร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น นอกจากนี้ยังมีการตั้งโรงทานจากศิษยานุศิษย์และผู้มีจิตศรัทธา นำอาหารคาวหวานหลากหลายชนิดมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ร่วมพิธีอย่างทั่วถึง สร้างบรรยากาศแห่งความอิ่มบุญและความปลื้มปีติแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ พระครูเกษมกิตติโสภณ หรือ พระอาจารย์จ่อย ยังได้รับการยกย่องจากชาวบ้านว่าเป็น “พระนักพัฒนาแห่งสัตหีบ” ที่ทุ่มเทพัฒนาวัดและช่วยเหลือสังคมในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก และการได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติประวัติสำคัญของคณะสงฆ์ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ อีกด้วย

โดย….นิราช-นันทพล ทิพย์ศรี/ ชลบุรี

.

Dongfeng Motor เปิดตัว Forthing Friday รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ราคาเริ่มต้น 6.xx-8.xx แสนบาท

Dongfeng Forthing แบรนด์รถยนต์นั่งภายใต้ Dongfeng Motor Corporation ประกาศการเข้าสู่ตลาดประเทศไทย Forthing Friday ( โฟร์ติงไฟร-‘เดย์- วันศุกร์ ที่สี่) คือรถยนต์ SUV ไฟฟ้า (BEV) 5 ที่นั่ง สไตล์ล้ำสมัย ที่เน้นความคุ้มค่าและดีไซน์ Mecha, ขับขี่นุ่มนวล พร้อมพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เหมาะสำหรับครอบครัว  เตรียมเปิดตัวใน งานมอเตอร์โชว์ อย่างเป็นทางการ สำหรับรุ่นนี้ Friday ก็ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถครอบครัวซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านภาพลักษณ์ที่มีความเป็นมืออาชีพ เชื่อถือได้  ไว้วางใจได้

คุณพิมพรรณ  อัตภูมิ Marketing  Director Forthing Thailand ได้กล่าวถึง  Forthing Friday สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดจาก DONGFENG FORTHING โดยวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นรถ SUV ไฟฟ้าไฮเทคที่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน เทคโนโลยีขั้นสูง และความปลอดภัยสูง

Forthing Friday  สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลถึง 480 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) มาพร้อมระบบจัดการปั๊มความร้อนอัจฉริยะและ ระบบเบรกอัจฉริยะ Bosch EHB เพื่อให้การขับขี่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น  หลังคาแบบพาโนรามาขนาดใหญ่; ไฟต้อนรับแบบโต้ตอบที่สร้างอารมณ์; คันเกียร์คริสตัล; เบาะนั่งสปอร์ตแบบชิ้นเดียว และยางสปอร์ตขนาด 235/55 R19 พร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ Future Link 4.0; หน้าจอ LCD ขนาด 10.25 นิ้ว + หน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 10.25 นิ้ว; กล้องพาโนรามา 360 องศา; บลูทูธ; ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC)  มาพร้อมกับความเพลิดเพลินอย่างสะดวกสบาย

ระบบเสียงดิจิทัล Dolby คุณภาพสูง, ที่ปัดน้ำฝนแบบเซ็นเซอร์, ปิดกระจกอัตโนมัติเมื่อฝนตก, ปรับกระจกด้วยไฟฟ้า, พับกระจกอัตโนมัติ, ระบบจดจำตำแหน่งกระจกมองหลัง, เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ, ระบบกรองอากาศ PM 2.5
โดยรุ่นที่นำมาจัดจำหน่ายในไทยจะมี 2 ขุมพลัง

– EV ล้วน มาพร้อมกับแบตขนาด 64.4kWh ระยะทางวิ่งรวมได้ 480km (NEDC)

– Reev มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 31.9 kWh แบะเครื่องยนต์เบนซิล 1.5L ขนาด43L ระยะทางรวมสูงสุด 1100km

โดยทั้ง2รุ่นนี้BEV REEV

– มิติตัวถัง 4600 x 1860 x 1680 ระยะฐานล้อ 2715

– น้ำหนักตัวรถทั้ง2รุ่น 2195 

– มี2รุ่นย่อยคือ Luxury กับ Exclusive ซึ่งจะต่างกันในเรื่อง Panaromic Glassroof , มีม่านหลังคาไฟฟ้า , เบาะคนขับปรับ 10 ทิศทาง , จำนวนAirbagที่เยอะกว่า , กล้องมองหลังเป็นHD , มีมุมมอง360องศา , มีเรดาร์ด้านหน้าอีก4 ตำแหน่ง , มีระบบความปลอดภัยหรือช่วยขับมาจัดเต็มกว่า เป็นต้น

ในส่วนเรื่องความปลอดภัยพื้นฐาน

– มาตรฐานการชนระดับ5ดาว

– โครงสร้างตัวรถใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงมากกว่า 60% และในส่วนสำคัญก็ไม่น้อยกว่า90%

– ระบบปกป้องแบตเตอรี่4ระดับ Armor Battery

 มีการทดลองด้วยความเร็ว30km/h โดยให้มีแท่งเหล็กอยู่บริเวณด้านล่างแบต ,ลองวิ่งถอยหลัง ให้ตัวแบตกระแทกเข้ากับตัวเหล็ก , ใช้เครื่องมือในการเจาะแบตเตอรี่ , และสุดท้ายการทดสอบการชนด้านข้าง ภายในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจากนักแสดงชื่อดังของไทย “ดีเจพุฒ พุฒิชัย  เกษตรสิน” มาร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการเดินทางของครอบครัว ในฐานะคุณพ่อของลูกสอง

พุฒ กล่าวว่า “การเป็นคุณพ่อทำให้มุมมองในการเลือกรถเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย พื้นที่ภายในรถ และความเงียบของห้องโดยสารมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเดินทางกับลูก ๆ”

“หลังจากที่ผมเป็นคุณพ่อ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องความสบาย พื้นที่ และความปลอดภัยมากขึ้น เมื่อเดินทางกับเด็ก ๆ การขับขี่ที่นุ่มนวลและห้องโดยสารที่เงียบจะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวเดินทางได้อย่างสบายมากขึ้น”

หลังจากได้ทดลองสัมผัส Forthing Friday พุฒยังกล่าวชื่นชมถึงพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและการออกแบบที่เหมาะกับครอบครัว โดยระบุว่าฟังก์ชันด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยของรถรุ่นนี้ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

Dongfeng Forthing มีแผนวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการพัฒนาธุรกิจในต่างประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนผลักดันการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้น โดยมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาระยะยาว Dongfeng Forthing จะมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เสริมสร้างศักยภาพด้านการบริการ และสร้างความร่วมมือทางธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมยึดมั่นในแนวคิด “Serving the people of Thailand in Thailand”

พบกับ Forthing Friday กับราคาพรีเซลช่วงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026)  ตั้งแต่ วันที่ 25 มี.ค. – 5 เม.ย. 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี