ฟีลเมืองนอก!“ทุ่งคอสมอสบ้านหนองจาน”สระบุรี สวยละลานตา โอบกอดขุนเขา 360 องศา

สระบุรีเปิดแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ “ทุ่งคอสมอสบ้านหนองจาน” ณ น้องบุญทิ้งนนท์ศิลาฟาร์ม ซอย 7 บ้านหนองจาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาแบบ 360 องศา ให้บรรยากาศสวยงามราวกับอยู่ต่างประเทศ พร้อมฟาร์มแพะสุดน่ารักซึ่งเป็นทายาทของ “เจ้าบุญทิ้ง” มาสร้างสีสันและรอต้อนรับนักท่องเที่ยว

นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เดินทางมาเปิดงานอย่างเป็นทางการ เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวทยอยเข้ามาเช็กอิน ส่งผลให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยเดินทางมาพักผ่อน ถ่ายภาพ และสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางทุ่งดอกไม้กันอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มนักท่องเที่ยวสูงวัยจากกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ตั้งใจเดินทางมาหาสถานที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ หลังได้รับคำแนะนำจากเพื่อน เนื่องจากต้องการหลีกหนีฝุ่นควันในเมืองหลวง และอยากชมดอกไม้สวยงาม เมื่อมาถึงรู้สึกประทับใจ บรรยากาศเงียบสงบ สดชื่น และช่วยให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

ด้าน นายพงศ์พิวัชร์ วงศ์จอม เจ้าของไร่น้องบุญทิ้งนนท์ศิลาฟาร์ม กล่าวว่า ปีนี้ยังคงจัดแสดงทุ่งดอกคอสมอสเป็นหลัก พร้อมเพิ่มสีสันงานอาร์ต–งานศิลป์ และขยายพื้นที่เพิ่มอีก 15 ไร่ รวมพื้นที่จัดแสดงดอกไม้กว่า 35 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดกว่า 80 ไร่ เพื่อยกระดับเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัด และเตรียมพัฒนาในปี 2569 ให้เป็นแหล่งผลิต–เก็บเมล็ดพันธุ์คอสมอสขนาดใหญ่ที่สุดในสระบุรี สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรและผู้สนใจ

สำหรับ “เจ้าบุญพิ้ง” แพะขวัญใจนักท่องเที่ยวได้จากไปแล้ว แต่ยังทิ้งทายาทไว้ 1 ตัว เป็นพ่อพันธุ์ประจำฟาร์ม ขณะที่ชื่อ “น้องบุญทิ้ง” ยังคงใช้เป็นอนุสรณ์และสัญลักษณ์ของฟาร์มแห่งนี้

ทั้งนี้ น้องบุญทิ้งนนท์ศิลาฟาร์ม ยังมีลานกางเต็นท์ ร้านอาหาร และคาเฟ่ภายในพื้นที่ ค่าเข้าชมคนละ 40 บาท รถคันละ 10 บาท เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรี สามารถนำบัตรไปแลกรับส่วนลดเครื่องดื่มในคาเฟ่ได้ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 098-824-7451 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ “น้องบุญทิ้งนนท์ศิลาฟาร์ม”

สุดเศร้าหลังหยุดยิง บ้านหนองเสม็ดพังยับ บ้าน รถ โดน BM21 ถล่มไม่เลือก

ชาวบ้านหนองเสม็ด อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เข้าสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สิน หลังข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา มีผลเมื่อเวลา 12.00 น. พบความเสียหายหนักจากการถูกยิงด้วยเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM21 ของฝ่ายกัมพูชา

บ้านเรือน รถยนต์ และทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก จากการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนโดยไม่เลือกเป้าหมาย ตลอดช่วงการปะทะตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพหนีภัย และเพิ่งได้กลับเข้าพื้นที่หลังสถานการณ์คลี่คลาย

นอกจากนี้ หมู่บ้านใกล้เคียงในพื้นที่รอยต่อ เช่น คลองตะเคียน และหนองสิม ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน มีรายงานผู้บาดเจ็บรวม 8 ราย เป็นพลเรือน 7 ราย และตำรวจตระเวนชายแดน 1 ราย บางรายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงระเบิด ขณะที่บ้านเรือนอย่างน้อย 7 หลังได้รับความเสียหาย บางหลังถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จากการสู้รบในพื้นที่ชายแดน แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่ร่องรอยความสูญเสียยังคงปรากฏชัดในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้าน

.

โจ๋วัย 16 ปี ฉุนถูกต่อว่าควักมีดกระหน่ำแทงลุงวัย 53 ดับคาวัดบรมนิวาส

เยาวชนวัย 16 ปี ใช้มีดแทงชายวัย 53 ดับคาวัดบรมนิวาส ปมถูกตักเตือนพฤติกรรมไม่เหมาะสม

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย อยู่รักษ์ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สน.ปทุมวัน และ พ.ต.ท.พงศ์วุฒิ ระดาเสริฐ สวป.สน.ปทุมวัน

 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ร่วมกับอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งเหตุมีชายถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีด ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

เจ้าหน้าที่จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บทราบชื่อ นายกฤษณรัตน์ ร่วมเจริญ อายุ 53 ปี สวมเสื้อยืดคอกลม กางเกงยีนส์ขายาว มีบาดแผลถูกแทงบริเวณชายโครงซ้าย 1 แผล และรักแร้ซ้าย 1 แผล รวม 2 แผล อาการสาหัส

เจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือฉุกเฉิน ทำการปั๊มหัวใจ (CPR) ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และห้ามเลือด ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว แต่ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ส่วนผู้ก่อเหตุเป็น เยาวชนชาย อายุ 16 ปี นั่งรอมอบตัวอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุให้การว่าอาศัยอยู่ใกล้วัดบรมนิวาสฯ และถูกผู้เสียชีวิตว่ากล่าวตักเตือนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความไม่พอใจ ก่อนใช้อาวุธมีดก่อเหตุทำร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม สน.ปทุมวัน ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขั้นตอนคดีเยาวชนต่อไป

ปิดฉาก R80 ศึกประวัติศาสตร์ฉลอง 80 ปี เวทีมวยราชดำเนิน RWS กระหน่ำแจกโบนัสสูงถึง 4.5 ล้านบาท

เวทีมวยราชดำเนิน สังเวียนมวยไทยระดับตำนาน ปิดฉากค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย ในรายการ “R80 Rajadamnern Anniversary” มหาศึกมวยไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี ของเวทีราชดำเนิน โดยระดมสุดยอดคู่มวยที่ดีที่สุดแห่งยุคมาประชันฝีมือกันอย่างดุเดือด เข้มข้น และเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีแห่งสังเวียน ท่ามกลางแฟนหมัดมวยทั้งไทยและต่างชาติที่เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานเต็มความจุสนาม พร้อมสร้างสถิติใหม่ด้วยเงินรางวัลและโบนัสรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 4.8 ล้านบาท ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของเวทีมวยไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

แดเนียล โรดริเกวซ ชนะคะแนน เพชรมรกต บังมัดคลองตัน

นายเธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) กรรมการบริหารเวทีราชดำเนิน และประธานรายการ RWS เผยว่า “ค่ำคืนนี้คือหมุดหมายสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์วงการมวยไทยอย่างแท้จริง รายการ R80 Rajadamnern Anniversary ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันชกมวย แต่คือการประกาศศักยภาพของเวทีมวยราชดำเนินในยุคใหม่ และเป็นการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณของมวยไทยที่ได้รับการสืบทอดและหล่อหลอมมาอย่างยาวนานตลอด 8 ทศวรรษ ในนามของคณะผู้จัดงาน ขอชื่นชมหัวใจนักสู้ของนักมวยทุกคนที่ขึ้นชกในค่ำคืนนี้ ทุกคู่ต่างทุ่มเทฝีมืออย่างสุดกำลัง แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ความงดงาม และเกียรติภูมิของมวยไทยได้อย่างสมศักดิ์ศรีตำนานเวทีมวยราชดำเนิน ที่สำคัญที่สุด ขอขอบคุณแฟนหมัดมวยทุกท่าน พันธมิตรจากทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรกีฬามวยระดับโลก ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันมวยไทยสู่เวทีนานาชาติมาโดยตลอด 80 ปี ความสำเร็จในวันนี้คือของขวัญอันทรงคุณค่าที่เวทีมวยราชดำเนินขอมอบให้กับวงการมวยไทยและแฟนกีฬาทั่วโลก  และในปีต่อ ๆ ไป RWS จะเดินหน้ายกระดับมวยไทยต้นตำรับไปสู่สากลมากขึ้น”

จริญสุข บุญลานนามวยไทย ชนะคะแนน คาซูกิ โอซากิ

สำหรับเกมการแข่งขันบนสังเวียน เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจตั้งแต่คู่แรกจนถึงคู่เอก ทุกยกทุกวินาทีสะกดสายตาแฟนหมัดมวยทั้งสนาม สะท้อนพลังของมวยไทยในค่ำคืนประวัติศาสตร์ครบรอบ 80 ปีได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผลการแข่งขัน คู่เอก ซูเปอร์ไฟต์ (รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวต) กับการโคจรมาพบกันเป็นครั้งแรกของสองสุดยอดนักชกต่างรุ่น ระหว่าง “แดเนียล โรดริเกวซ” แชมป์เวทีราชดำเนิน รุ่น 154 ปอนด์ ปะทะ “เพชรมรกต บังมัดคลองตัน” แชมป์รุ่นมิดเดิลเวต 160 ปอนด์ การชกเต็มไปด้วยจังหวะแลกอาวุธอันดุเดือด สมศักดิ์ศรีซูเปอร์ไฟต์แห่งยุค ก่อนที่ แดเนียล จะเป็นฝ่ายออกอาวุธได้จะแจ้งกว่า เอาชนะคะแนน ไปได้อย่างสุดมันส์ ผงาดครองความยิ่งใหญ่ในรุ่นนี้ต่อไป ท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่มทั้งสนาม โดยที่ “แดเนียล” รับเงินรางวัลผู้ชนะซูเปอร์ไฟต์ 500,000 บาท กลับบ้านไปอีกด้วย

เจริญสุข

ต่อด้วย คู่รอง ซูเปอร์ไฟต์ (รุ่นแบนตัมเวต) อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการมวยไทย กับความร่วมมือระหว่าง RWS และ RISE เป็นการดวลกันระหว่าง “เจริญสุข บุญลานนามวยไทย” แชมป์ราชดำเนิน รุ่น 118 ปอนด์ รับมือผู้มาเยือนดีกรีแชมป์โลก “คาซูกิ โอซากิ” ยอดนักคิกบ็อกซิ่งจาก RISE นักชกอันดับ 3 ปอนด์ต่อปอนด์ดีที่สุดของโลก โดย “เจริญสุข” อาศัยชั้นเชิงมวยไทย รวมถึงพละกำลังและหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ไล่ออกอาวุธตลอด 5 ยก ก่อนจะเอาชนะคะแนน ไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งคู่นี้มีโบนัสแตกรวมสูงถึง 1,500,000 บาท โดย “เจริญสุข” รับไป 500,000 บาท ในฐานะผู้ชนะซูเปอร์ไฟต์ และได้ดับเบิ้ลโบนัสดุเดือดอีก 500,000 บาท ส่วน “โอซากิ” รับดับเบิ้ลโบนัสดุเดือดไป 500,000 บาท เป็นรางวัลของนักสู้หัวใจสิงห์ในครั้งนี้

เพชรศิลา ว.อุรชา แพ้คะแนน ขุนศึกน้อย บูมเด็กเซียน

นอกจากนี้ ยังมี ศึกสายเลือดแชมป์ราชดำเนิน รุ่น 122 ปอนด์ เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง ระหว่าง “เพชรศิลา ว.อุรชา” พบกับ “ขุนศึกน้อย บูมเด็กเซียน” เกมการชกดำเนินไปอย่างเข้มข้นและเปี่ยมด้วยชั้นเชิง ก่อนที่ ขุนศึกน้อย จะออกอาวุธได้เข้าเป้ามากกว่า เป็นฝ่ายเอาชนะคะแนนเหนือ เพชรศิลา คว้าชัยในศึกแห่งศักดิ์ศรี ผงาดขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของรุ่นนี้ได้อย่างสวยงาม นอกจากนั้นโบนัสคู่นี้ RWS จ่ายแรงถึง 1,500,000 บาท ซึ่ง “ขุนศึกน้อย” รับไป 500,000 บาท ในฐานะผู้ชนะซูเปอร์ไฟต์ และได้ดับเบิ้ลโบนัสดุเดือดอีก 500,000 บาท รวมเป็น 1,000,000 บาท ส่วน “เพชรศิลา” รับโบนัสดุเดือดคูณ 2 จาก 250,000 บาท กลายเป็น 500,000 บาท

ขุนศึกน้อย ชนะ เพชรศิลา

ปิดท้ายความมันด้วย ศึกชิงแชมป์ราชดำเนิน รุ่นไลต์เวต 135 ปอนด์ ระหว่าง “แสงมณี ส.สมานการ์เม้นท์” เจ้าของแชมป์ ดวลเดือดกับ “สมรักษ์น้อย มวยเด็ด 789” แชมป์เฉพาะกาล โดยเป็นฝ่าย แสงมณี อาศัยประสบการณ์ที่เหนือกว่าออกอาวุธคุมเกมได้ตลอด และสามารถเอาชนะคะแนนเอกฉันท์รักษาแชมป์เส้นนี้ไว้ได้ ซึ่ง “แสงมณี” คว้าโบนัสรางวัลผู้ชนะไฟต์ชิงแชมป์ไปได้ 150,000 บาท ส่วน “สมรักษ์น้อย” แม้จะพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ฟอร์มการชกที่เดินเปิดเกมตลอด 5 ยก หัวใจสู้นี้ทำให้เขาคว้ารางวัลโบนัสดุเดือดไป 100,000 เป็นรางวัลของนักชกหัวใจสู้

นอกจากนี้ยังมีอีกคู่ดุเดือดที่รับโบนัสไปในงานนี้ นั่นคือ “ฤทธิ์เทวดา เพชรยินดีอะคาเดมี่” ที่สามารถฟันศอกเอาชนะทีเคโอ “อเล็กเซย์ อูเลียนอฟ” ดาวดังชาวรัสเซียไปได้อย่างสวยงามในยกที่สาม งานนี้เขาได้รับโบนัสจาก RWS มากถึง 700,000 บาท ส่งผลให้ในรายการนี้ RWS แจกโบนัสรวมสูงถึง 4,500,000 บาท

สรุปผลทุกคู่ในรายการ R80 ครบรอบ 80 ปี เวทีมวยราชดำเนิน 

•คู่เอก ซูเปอร์ไฟต์ แดเนียล โรดริเกวซ ชนะคะแนน เพชรมรกต บังมัดคลองตัน (ชิงแชมป์ราชดำเนิน รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวต 154 ปอนด์)

•คู่รอง ซูเปอร์ไฟต์ เจริญสุข บุญลานนามวยไทย ชนะคะแนน คาซูกิ โอซากิ (ชิงแชมป์ราชดำเนิน รุ่นแบนตัมเวต 118 ปอนด์) 

•ซูเปอร์ไฟต์ เพชรศิลา ว.อุรชา แพ้คะแนน ขุนศึกน้อย บูมเด็กเซียน (ชิงแชมป์ราชดำเนิน รุ่นซูเปอร์แบนตัมเวต 122 ปอนด์)

•แสงมณี ส.สมานการ์เม้นท์ ชนะคะแนน สมรักษ์น้อย มวยเด็ด 789 (ชิงแชมป์ราชดำเนิน รุ่นไลต์เวต 135 ปอนด์)

•ฤทธิ์เทวดา เพชรยินดีอะคาเดมี่ ชนะทีเคโอ อเล็กเซย์ อูเลียนอฟ

•เพชรเอเชียร์ บางแสนไฟต์คลับ ชนะคะแนน เซบาสเตียน เคก

•น่ารัก ป.ประจักษ์ ชนะคะแนน แก้วฟ้าน้อย เจี๊ยบรามอินทรา

•คาร์ล ทานเนี่ยน ชนะคะแนน ซุปเปอร์ชับ บางแสนไฟท์คลับ

ความสำเร็จของศึก R80 Rajadamnern Anniversary ถือเป็นการส่งท้ายปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ และตอกย้ำบทบาทของเวทีราชดำเนินในฐานะสังเวียนมวยไทยระดับตำนาน และเวทีมาตรฐานเบอร์ 1 ของประเทศไทยที่พร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยมาตรฐานระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าผลักดันมวยไทยให้ก้าวไกลบนเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

แฟนหมัดมวยสามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว รวมถึงรับชมไฮไลต์การแข่งขันย้อนหลังได้ทาง Facebook: RWS – Rajadamnern World Series และสำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมการแข่งขันรายการอื่น ๆ ของเวทีราชดำเนิน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ www.rajadamnern.com

ชาวบ้านชายแดนหวั่น’พักรบ’แอบเติมอาวุธ ซัดเขมรไว้ใจไม่ได้ กลัวปะทะรอบ3แรงกว่าเดิม

ชาวบ้านและแม่ค้าชายแดน ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ที่เริ่มกลับเข้าไปค้าขาย และทำมาหากินในพื้นที่ ต่างไม่เชื่อกัมพูชาว่าจะหยุดยิงจริง ตามที่มีการลงนามในเวที GBC แต่กลับเปิดโอกาสให้เขมรเติมอาวุธลอบถล่มไทยรอบ 3 มากกว่า หากจะจบเขมรต้องประกาศยกธงขาวยอมแพ้ต่อสายตาชาวโลก

เมื่อวันที่  28 ธ.ค.68 ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ทางจังหวัดมีคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ช่วงที่มีการสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา  ก็เริ่มกลับไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพทำมาหากินที่บ้าน และเปิดร้านค้าขายของกันแล้ว หลังจากสถานการณ์ยิงปะทะตามแนวรบในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เบาบางลง แต่ส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ายังใช้ชีวิตแบบหวาดระแวงและไม่สบายใจ แต่ก็ต้องยอมเสี่ยงกลับไปประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวและหาเงินชำระหนี้สิน

ทั้งนี้ ชาวบ้านชายแดนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ที่มีการเจรจาหยุดยิงในเวที GBC เพราะไม่เชื่อใจกัมพูชา ว่าจะทำตามข้อตกลงจริง หลายคนยิ่งกังวลว่าข้อตกลงเจรจาหยุดยิง 72 ชั่วโมง กลับจะยิ่งเปิดโอกาสให้ทางฝั่งกัมพูชาเติมอาวุธและกำลังพล มาตลบหลังถล่มทหารไทยและพื้นที่พลเรือนมากกว่า และหากมีการปะทะรอบ 3 อาจจะเกิดการสูญเสียมากกว่าเดิม

นางสาวแสงเดือน  ไสยลา แม่ค้าขายของชำใน อ.ละหานทราย บอกว่า ในฐานะคนชายแดนก็ไม่เชื่อเลยว่ากัมพูชาจะหยุดยิงจริง ตามที่มีการทำข้อตกลงในเวที GBC ล่าสุด เพราะที่ผ่านมากัมพูชาก็ไม่เคยทำตามข้อตกลงอะไรเลย ส่วนตัวมองว่าจะยิ่งเปิดโอกาสให้กัมพูชาเติมอาวุธมากกว่า เหมือนครั้งก่อนที่มีการสู้รบกันพอไทยจะได้เปรียบก็มีการเจรจาหยุดยิง ทั้งที่ในหัวใจคนชายแดนไม่อยากให้เจรจาเลย

อยากให้ทหารจัดการให้จบๆ ชาวบ้านก็พร้อมอพยพเปิดทางให้แล้ว เพราะไม่อยากให้มีการสู้รบรอบที่ 3 อีก การอพยพแต่ละครั้งเดือดร้อนมาก ไม่ได้ค้าขายทำมาหากินขาดรายได้ แต่สิ่งที่ชาวบ้านจะเชื่อคือกัมพูชาต้องประกาศยกธงขาวยอมแพ้ให้ชาวโลกรับรู้ ว่าจะไม่ยิงปะทะไทยอีก ชาวบ้านถึงจะมั่นใจ ก็ขอบคุณทหารทุกนายที่เสียสละต่อสู้ปกป้องแผ่นดิน

เช่นเดียวกับ นางสมทรง บอกว่า ไม่เชื่อว่าเขมรจะหยุดยิงตามที่ทำข้อตกลงเพราะเขมรไว้ใจเคยได้เลย แต่ที่ตัดสินใจกลับมาเพราะต้องทำมาหากิน เนื่องจากอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงหลายวันแล้วขาดรายได้ ก็อยู่ท่ามกลางความเสี่ยงหวาดระแวง แต่การเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ก็ยังไม่เชื่อใจอยู่ดี เป็นไปได้อยากให้ทหารรบให้จบเบ็ดเสร็จ ให้จบที่รุ่นเราจะได้ไม่ต้องเกิดปัญหากับรุ่นลูกหลานอีก

.

ป่วน!รับเลือกตั้งเมียนมา กลุ่มต่อต้านวางบึ้ม3 จุดกลางเมืองเมียวดี

ชายแดนตรงข้ามแม่สอดระทึก   เกิดเหตุระเบิด3 ขึดทั่วเมืองเมียวดี   กลุ่มต่อต้าน ปฎิบัติการต่อต้านการเลือกตั้ง เสียงระเบิดดังลั่น สนั่นเมือง

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา  ที่จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ว่า เมื่อคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2568 . เวลาประมาณ 21.15 น.  ที่ผ่านมา และ เวลา 00.48 น เช้ามืดวันที่ 28 ธันวาคม 2568.  ได้เกิดการระเบิดขึ้น 4 ครั้ง (ในเวลาไล่เลี่ยกัน )ที่บริเวณที่ทำการพรรค USDP.ของเมียนม่า และพื้นที่ใกล้เคียง หมู่ ที่ 4 เขตเมืองเมียวดี จังหวัดเมียวดี  

รวมทั้งหลังสุดเป็นเสียงระเบิดที่ดังสนั่นชายแดนบริเวณจุดร้านค้ากลางเมืองเมียวดี ซึ่งสร้างความเสียหายจนร้านค้าพังยับเยิน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากฝ่ายเมียนมา คาดว่าเป็นการวางระเบิดของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ที่คัดค้านการเลือกตั้งทั่วไปในวันนี้ (วันที่ 28 ธันวาคม 2568)

รายงานข่าวแจ้งว่า การวางระเบิดจุดแรก 1 ลูก ใกล้สำนักงานพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายสนับสนุนกองทัพ  ต่อมาใน เวลา 20:45 น. (เวลาในเมียนม่า) พื้นที่หมู่ 4 เมืองเมียวดี จุดที่สอง 1 ลูก บริเวณ โรงเรียนที่ถูกใช้เป็นหน่วยเลือกตั้ง เวลา 21:19 น. (เวลาพม่า) จุดที่สาม 1 ลูก บริเวณหน่วยเลือกตั้งใกล้เมียวดีคอมเพลก  เวลา 21:58 น. (เวลาพม่า) ส่วนจุดที่ 4 นั้นหนักสุดเป็นร้านค้ากลางใจเมืองเมียวดี จุดนี้เสียงระเบิดดังลั่น สนั่นชายแดนในช่วงเช้าเช้ามืด

กองทหารเกียรติยศ-ครอบครัวกำลังพลร่วมพิธีส่งร่าง 2 วีรบุรุษ ทหารกล้า กลับภูมิลำเนา

ที่อาคารสุริยะบูรพา  กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ตรงข้ามสนามบินค่ายจักรพงษ์ ต.ดงพระราม อ.เมืองปราจีนบุรี พลตรีเสกสรรค์ พรหมศักดิ์ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12)  เป็นประธานในพิธี แทนกองทัพภาคที่ 1  พร้อมด้วย นายสัญญา  นามี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี,  และ พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ อยู่ไพร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ตลอดจนผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหาร ครอบครัวของกำลังพล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความเคารพและไว้อาลัยต่อ2 วีระบุรุษผู้พลีชีพ

จ.ส.อ.พงศกร หรือจ่าดิว นาคทองดีอายุ 36 ปี พลขับรถ ตอน บก.พัน.ร้อย.สสก.ร.2 พัน.2 รอ. ชาว ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.นครนายก และ พลทหาร ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์ อายุ 19 ปี ตำแหน่ง พลปืนเล็ก  ชาว ต.เกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หรือ “หน่วยบูรพาพยัคฆ์” อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี 2 ผู้สละชีพปกป้องอธิปไตยของไทย ชายแดนบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังถูกโจมตีด้วยจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค.68 ทำพิธีทางสงฆ์และทางทหารกองเกียรติยศอย่างสมเกียรติเคลื่อนย้ายร่าง นำส่งกลับภูมิลำเนา

โดยร่างของจ.ส.อ.พงศกร หรือจ่าดิว นาคทองดีอายุ 36 ปี เคลื่อนย้ายนำส่งโดยทางรถยนต์บรรทุกทางทหารนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดศรีจุฬา อ.เมือง จ.นครนายก

ส่วน พลทหาร ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์ อายุ 19 ปี นำส่งเคลื่อนย้ายร่างโดยเฮลิคอปเตอร์สู่ต.เกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด

ทั้งนี้  กองทัพภาคที่ 1 ขอเชิดชูเกียรติในความเสียสละทำหน้าที่ชายชาติทหารปกป้องแผ่นดินไทยด้วยชีวิต ทั้งนี้จะดูแลจัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ และดูแลสิทธิต่างๆให้กับครอบครัวอย่างครบถ้วนต่อไป

นายไพโรจน์   เอี่ยมเอก อายุ 68 ปี ข้าราชการบำนาญ   บิดาของของจ.ส.อ.พงศกร หรือจ่าดิว นาคทองดี กล่าวว่ามีอาชีพข้าราชการบำนาญ อดีตทำงานชลประทาน ทั้งพ่อและแม่   ตื้นตันใจ ที่ประชาชนได้ รับทราบ ลูกเรา ได้มาถึงตรงจุดนี้เป็นอาชีพที่เขารักที่สุด ลูกรักอาชีพทหารมากได้รับใช้ชาติและรักษาอธิปไตยจนนาทีสุดท้าย

น้องไปสมัคร ทหาร นักเรียนนายสิบเองสอบติดสังกัดนักเรียนนายสิบเหล่าทหารราบ  มี ภรรยาชื่อมนต์   อาชีพขายของมีบุตรธิดา 1 คนอายุ 5 ขวบ  อีกคนอายุ 11 ขวบเป็นลูก ภรรยาเก่า   นายไพโรจน์ กล่าว

ด้านนางมนต์  ภรรยา  กล่าวสั้น ๆ ว่า     มีความภาคภูมิใจในตัวสามี มีลูกด้วยกัน 1 คน ผู้หญิง 5 ขวบ    นางมนต์  กล่าว

สำหรับพลทหารปฎิพันธิ์ ศรประดิษฐ์ “น้องหนึ่ง” วัยเพียง 19ปี ความภูมิใจจากเกาะช้าง เพิ่งสมัครเข้ามารับใช้ชาติเป็นพลทหารและพลีชีพเพื่อชาติ

ส่วนศพองพลทหาร ทิวตะวัน พลเยี่ยม อายุ 22 ปี ตำแหน่ง พลสูทกรรม ชาว ต.ป่าก่อ อ.ชานุมา จ.อำนาจเจริญได้นำส่งไปที่ รพ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว รอทำพิธีเคลื่อนย้ายร่างโดยเฮลิคอปเตอร์ส่งกลับภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติต่อไปในวันพรุ่งนี้(28ธ.ค.)

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์-ภาพ /ปราจีนบุรี###
 

.

น่านลุยขับเคลื่อนการจัดการเศษวัสดุการเกษตรด้านปศุสัตว์ ลดจุดความร้อน-ฝุ่น PM2.5

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายระดับท้องถิ่นจำนวน 8 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (น่าน) สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดน่าน สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ห้างหุ้นส่วนจำกัดแคชชิว นัท ริช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) องค์การบริหารส่วนตำบลส้าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน บริษัท ไฟฟ้าหงสา จำกัด และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาคร อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จัดการประชุมถอดบทเรียน “ตัวอย่างที่ดี (Best Practice)” การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้านปศุสัตว์ เพื่อลดจุดความร้อน (Hot Spot) และฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรนาหมื่น จำกัด อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน โดยมีตัวแทนเกษตรกรจากอำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย และอำเภอนาหมื่น เข้าร่วมประชุมจำนวน 60 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และผลการดำเนินงานจากโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน (Hot Spot) และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดน่าน”

การจัดประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการควบคู่กับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้านปศุสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง พร้อมทั้งส่งเสริมการขยายผลการดำเนินงานสู่ระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายหวัง ขันเชียง ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรนาหมื่น จำกัด เป็นประธานในพิธีเปิด การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และชุมชน ในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และเสริมสร้างระบบการจัดการด้านปศุสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน

ระรินธร  เพ็ชรเจริญ  รายงาน

“สว.ชิบ จิตนิยม” นำทีมลงพื้นที่เชียงราย รับฟังงานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวง ชี้ชัดปมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ–มลพิษข้ามแดน กระทบลุ่มน้ำกก–โขง

เชียงราย – คณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อน และติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 25–26 ธันวาคม 2568 เพื่อศึกษาดูงานและร่วมประชุมหารือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่ โดยในวันแรก (25 ธันวาคม) คณะฯ เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรับฟังและติดตามผลการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา

คณะอนุกรรมการฯ นำโดย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ, นายชิบ จิตนิยม ประธานคณะอนุกรรมการฯ,  ศ.พิชานดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาและอนุกรรมการ, และ นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมคณะผู้บริหารและนักวิจัย ให้การต้อนรับและนำเสนอผลงานวิจัยที่มุ่งเน้นปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคเหนือและลุ่มน้ำข้ามพรมแดน อาทิ ผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธต่อแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง, การบูรณาการงานวิจัยกับนวัตกรรมชุมชนเพื่อแก้ไขมลพิษทางน้ำ, และบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด

โดยนายบุญส่ง กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามความก้าวหน้าตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ด้านการวิจัยร่วมกัน และเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่กระบวนการนิติบัญญัติ โดยเฉพาะประเด็นแร่หายากและกฎหมายอากาศสะอาด

ด้านนายชิบ กล่าวว่า งานวิจัยของ ม.แม่ฟ้าหลวง ชี้ชัดถึงผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้แม่น้ำในเชียงรายและแม่น้ำโขงมีสารเคมีตกค้างในระดับอันตราย ส่งผลกระทบต่อการเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยว

“หากไม่แก้ปัญหาที่ต้นทาง ประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ปลายน้ำจะต้องเผชิญกับสารพิษตกค้างในระยะยาว โดยคณะอนุกรรมการฯ จะผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม” นายชิบ กล่าว

ขณะที่ ศ.พิชานดร.แล กล่าวชื่นชมแนวทางการบูรณาการองค์ความรู้วิชาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะจากกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ด้านนางสาวมณีรัฐ กล่าวเสริมว่า จังหวัดเชียงรายเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำซาก ทั้งฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากไฟป่าและเผาไร่ รวมถึงปัญหาน้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนและการทำเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำ  

“มลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน งานวิจัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ” นางสาวมณีรัฐ กล่าว

และในวันถัดมา(26 ธันวาคม) คณะอนุกรรมการฯ ยังได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ จังหวัดเชียงราย เพื่อรับฟังแผนการดำเนินงานเขตควบคุมมลพิษ 4 จังหวัด และเยี่ยมชมระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศ

ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อค้นพบจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนบทบาทด้านนิติบัญญัติ การกำกับติดตามนโยบาย และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

.

สิ้นสุดการรอคอย 65 ปี! พะเยาอัญเชิญ “พระเจ้าตองทรงเครื่อง” คืนถิ่นอย่างสมเกียรติ หลังหายสาบสูญกว่าครึ่งศตวรรษ

พะเยา – จารึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ! ชาวพะเยาสุดปีติ ร่วมพิธีอัญเชิญ “พระเจ้าตองทรงเครื่อง” พระพุทธรูปโบราณล้ำค่ากลับคืนสู่มาตุภูมิอย่างสมเกียรติ หลังหายสาบสูญไปนานกว่า 65 ปี ด้านผู้ว่าฯ นำพุทธศาสนิกชนประกอบพิธีประดิษฐาน ณ วัดศรีโคมคำ ก่อนส่งมอบต่อยังวัดขุนตั๊ม

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 15.30 น. ณ พระวิหารหลวง วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ “พระเจ้าตองทรงเครื่อง” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม กลับคืนสู่จังหวัดพะเยา ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความศรัทธา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชนนับพันคนมาร่วมต้อนรับการกลับมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

สำหรับการกลับมาของ “พระเจ้าตองทรงเครื่อง” ในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะเทือนวงการศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากพระพุทธรูปองค์นี้ได้หายสาบสูญไปจากท้องถิ่นยาวนานกว่า 65 ปี การได้รับคืนกลับมาเป็นผลจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มผู้อนุรักษ์โบราณวัตถุ ที่ร่วมกันติดตามจนนำความสุขและสิริมงคลกลับมาสู่ชาวพะเยาอีกครั้ง

ตามกำหนดการ “พระเจ้าตองทรงเครื่อง” จะประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้เข้ากราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ณ วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) เป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่จะมีการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นการถาวร ณ วัดขุนตั๊ม เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพะเยาสืบไป

มัฆวาน – อารยา
ทีมข่าวทั่วไทย

.