ปิดตำนานนางรอง! “โซเฟียร์ ศศิวรารินทร์” คว้ามงกุฎมิสแกรนด์เชียงใหม่ 2026

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟนนางงามมิสแกรนด์ไทยแลนด์ (MGT) ทั่วประเทศ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ณ หอประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการนางงามภาคเหนือ กับการประกวด มิสแกรนด์เชียงใหม่ 2026 ที่ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ภายใต้การบริหารงานของ “ทีมสามแกร่งหัวเมืองเหนือ”

โดยการจัดงานครั้งนี้ นำทีมโดยผู้ถือลิขสิทธิ์ (PD) มือถึงอย่าง พีดีอ้อน-ศศิณัฏฐ์ สว่างสิริ, พีดีซัน-ณัฐกฤตย์ แจงกลาง และ พีดีบิ๊กจ๊อด-เฉลิมชนม์ วงศ์ชมภู ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และที่สำคัญได้รับเกียรติจาก บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บินตรงมาร่วมเป็นสักขีพยานความสำเร็จในครั้งนี้

บรรยากาศบนเวทีทวีความร้อนแรงด้วยการดำเนินรายการจากพิธีกรระดับแถวหน้า วีนา-ปวีณา ซิงค์ และ แชมป์-สกุล ลิมปภานนท์ พร้อมโชว์สุดพิเศษจาก หนิง-ปัทมา มิสแกรนด์ชลบุรี 2025 ที่มาร่วมขับร้องเพลงสร้างความประทับใจตลอดงาน 

ท่ามกลางเหล่าเซเลบริตี้และแฟนนางงามที่ส่งเสียงเชียร์สนั่นฮอลล์

ไฮไลท์สำคัญที่ทุกคนรอคอย คือวินาทีการประกาศตำแหน่ง ซึ่งผู้ที่คว้าชัยชนะไปได้อย่างเอกฉันท์คือ “โซเฟียร์ – นางสาวศศิวรารินทร์ อัศวหิรัญกานต์” ที่โชว์ศักยภาพแบบ “4B” ผ่านการตอบคำถามที่เฉียบคม จนสามารถ “ปิดตำนานนางรอง” ได้สำเร็จ ผงาดคว้ามงกุฎมิสแกรนด์เชียงใหม่ 2026 ไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี พร้อมก้าวสู่การเป็นตัวแทนสายสะพายจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสู้ศึกใหญ่บนเวที มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026 ในลำดับต่อไป

ทางด้าน “ทีมสามแกร่งหัวเมืองเหนือ” ได้กล่าวยืนยันความพร้อมที่จะผลักดัน “โซเฟียร์” อย่างเต็มกำลัง เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการคว้ามงกุฎทองระดับประเทศมาฝากพี่น้องชาวเชียงใหม่และชาวเหนือทุกคน
ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวและย้อนชมความประทับใจได้ที่ Facebook: มิสแกรนด์เชียงใหม่-
Miss Grand Chiang Mai

#มิสแกรนด์เชียงใหม่
#MissGrandChiangmai2026
#สว่างสิริกรุ๊ป
#เชียงใหม่แกรนด์วิว
#ทุกพื้นที่มีแต่แกรนด์

ฟุตซอลไทย U19 เชือด เวียดนาม 2-1 ลิ่วรอบรองชนมาเลย์ ศึกชิงแชมป์อาเซียน

การแข่งขันฟุตซอลชายชิงแชมป์อาเซียนรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี รอบแบ่งกลุ่มกลุ่มเอ นัดแรก ฟุตซอลชายทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ลงสนาม พบกับ เวียดนาม U19 ณ นนทบุรี สเตเดียม

เกมแรกไทยชนะ บรูไนมา 9-0 ส่วนเวียดนาม ชนะบรูไน มา 18-0 เกมนี้ บุญเลิศ เจริญวงศ์ วาง 5 คนแรกเป็น วัชรินทร์ เกิดเงิน (GK), ณัฐพล สังขวร, ธนฐนกร ดีกลาง, ธนกฤต อ้วนศรี, กิตติพัฒน์ ศรีแจ่ม

เริ่มเกมมา สองนาที ไทยออกบอลกันพลาด และเป็น โด วาน ธันห์ ที่ตัดบอลได้ก่อนยิงเข้าไปให้ เวียดนาม นำก่อน 1-0

หลังจากนั้นไทยพยายามเดินหน้าบุกเข้าใส่ นาทีที่ 6 ชยุตม์ อยู่ศรี ยกบอลให้ ธนกฤต อ้วนศรี ยิงตามน้ำแต่ยังไปติดเซฟของ ตรวง วาน คัง

ไทยพยายามเดินหน้าบุกเข้าใส่อย่างหนักแต่เจาะไม่เข้าจบครึ่งแรกยังตามหลังเวียดนาม อยู่ 0-1

ครึ่งหลังนาที 22 ไทยมาได้ประตูตีเสมอจนได้ จากจังหวะ วัชรินทร์ เกิดเงิน เติมขึ้นมาก่อนจ่ายให้ ภาคภูมิ เทียมตี๋ ปาดเข้ากลางให้ เสฏฐวุฒิ ศรีทอง แปเข้าไปให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1

นาที 23 ธนกฤต อ้วนศรี เก็บบอลตรงกลางก่อนจ่ายให้ วัชรินทร์ เกิดเงิน ผู้รักษาประตูที่เติมขึ้นมา ซัดด้วยขวาเข้าไปให้ ไทย แซง เวียดนาม 2-1

ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมต่างมีโอกาสกันทั้งคู่แต่เจาะกันไม่เข้าจบเกม ฟุตซอลไทย U19 เอาชนะ เวียดนาม ไป 2-1 มีหกคะแนนเต็มเป็นแชมป์กลุ่มเอ ส่วน เวียดนามเป็นรองแชมป์กลุ่ม มี 3 คะแนน

โปรแกรมนัดต่อไป ฟุตซอลชายทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จะทำการแข่งขันฟุตซอลชายชิงแชมป์อาเซียนรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี รอบรองชนะเลิศ พบกับ มาเลเซีย รองแชมป์กลุ่มบี ที่ นนทบุรี สเตเดียม ในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทาง แอพพลิเคชั่น TrueVision Now

#FAThailand #ฟุตซอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ #ฟุตซอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน19ปี #ฟุตซอลชิงแชมป์อาเซียน #ฟุตซอลอาเซียน

สมัครเลือกตั้ง ส.ส.ปทุมธานีวันแรก คึกคัก กองเชียร์แห่ให้กำลังใจเพียบ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่หอประชุมศูนย์ฝึกอบรมวิศวกรรมเกษตร ตำบล บางพูน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี กกต.ได้เปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดปทุมธานี เป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้ โดยให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครด้วยตัวเอง ต่อผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง

ซึ่งพบว่าบรรดาผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้ง 8 เขตเลือกตั้ง ต่างเดินทางไปสมัครตั้งแต่ก่อนเวลาที่กำหนด 08.30 น.เขตละ 6-7 คนเป็นอย่างต่ำ โดยเป็นผู้สมัครจากพรรคการเมืองดังที่เคยแข่งขันกันในการเลือกตั้งครั้งก่อน เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย ฯลฯ แต่ในครั้งนี้ได้เพิ่มผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ขึ้นมาอีกพรรคหนึ่งโดยแต่ละเขตต่างส่งผู้ที่เป็นทั้งอดีต ส.ส.และคนมีชื่อเสียงในพื้นที่ลงสมัคร

โดยบรรยากาศกองเชียร์จำนวนมากเดินทางมาร่วมให้กำลังใจในการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต โดยวันนี้มีกองเชียร์พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคเศรษฐกิจ พรรครักชาติ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคไทยก้าวใหม่  นำดอกไม้ พวงมาลัยมาให้กำลังใจ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

น.ส.สง่า ทาทอง ผอ.กกต.ปทุมธานี กล่าวว่า สำหรับวันนี้เป็นการรับสมัคร ส.ส. แบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดปทุมธานี วันแรก ตั้งแต่ช่วงเช้าเราได้เริ่มต้นตรวจสอบเอกสารที่ผู้สมัครนำมา ก็ยังพบปัญหาติดขัดเล็กๆน้อยๆอยู่ แต่ยังแก้ปัญหาได้ ในส่วนของข้อห่วงใยสำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ปทุมธานีวันนี้ เนื่องจากเรามีจำนวน 8 เขตเลือกตั้ง ทำให้มีการสมัครในหลายๆพรรค การแข่งขันในระดับพื้นที่ก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอยากจะให้ผู้สมัครที่มาในวันนี้หาเสียงโดยไม่ทำผิดกฎหมาย เราจะมีการชี้แจงให้ผู้สมัครเข้าใจ อีกอย่างช่วงนี้ใกล้เข้าสู่เทศกาลปีใหม่ก็อยากให้ผู้สมัครทุกท่านให้ระมัดระวังเรื่องการมอบสิ่งของต่างๆ เพราะอาจจะเสี่ยงที่จะถูกร้องในเรื่องการกระทำความผิดของกฎหมายเลือกตั้งในเรื่องของการให้ทรัพย์สิน

พรรคเพื่อไทย รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล (เบอร์3) เขต 2 นายศุภชัย นพขำ(เบอร์1) เขต 3 นายภัทรพล ฐิติภวัตสกุล (เบอร์8) เขต 4 นายสุทิน นพขำ เขต 5 นายภานุวัฒน์ ณ ระนอง (เบอร์2) เขต 6 นายอธิวัฒน์ สอนเนย(เบอร์ 3) เขต 7 นายบุญเริ่ม อรชุน (เบอร์6) เขต 8 นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ (เบอร์4)

พรรคภูมิใจไทย รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 นายสุรศักดิ์ สุรทัตโชค(เบอร์ 7) เขต 2 น.ส.ชิดชนก พวงเพ็ชร์ (เบอร์7) เขต 3 นายคุณานนท์ ชูประเสริฐ (เบอร์3) เขต 4 นายจำลอง เงินยวง (เบอร์ 6) เขต 5 นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์(เบอร์ 10) เขต 6 นายวราการ เครือทองศรี (เบอร์ 7) เขต 7 นายพิษณุ พลธี (เบอร์4)เขต 8 น.ส.พรพิมล ธรรมสาร (เบอร์3)

พรรคกล้าธรรม รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 นพพร ขาวขำ (เบอร์2) อดีตรองนายก อบจ.ปทุมธานี เขต 2 ดร.ชัยอนันต์ ศิริเบญสานนท์ เขต 4 ชยุต สินพูนภักดิ์ (เบอร์ 7) อดีตรองนายก ทน.รังสิต เขต 5 อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ (เบอร์8) เขต 6 พัชร์ชิสา พชิระธารีรัตน์ (เบอร์4) อดีตรองนายก อบจ.ปทุมธานี

พรรคประชาชน รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เจษฎา ดนตรีเสนาะ (เบอร์4) เขต2 วรชิต จันทร์แบบ(เบอร์2) เขต 3 เอกศักดิ์ หอมชื่น (เบอร์7) เขต 4 สกล สุนทรวาณิชย์กิจ (เบอร์ 1) เขต5 เชตวัน เตือประโคน(เบอร์3) เขต 6 ธนภัทร ตระกูลภูชัย (เบอร์8) เขต 7 ธันยนันท์ ไพบูลย์สุข (เบอร์7) เขต 8 ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ (เบอร์6)

พรรคประชาธิปัตย์ รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 นายคิว อรุโณรส (เบอร์1) เขต 2 นายปราโมทย์ อัศวมานะศักดิ์ (เบอร์5) เขต 3 นายณฤทธิ์ นาควงษม์ (เบอร์ 1) เขต 4 นางสาวหงสรัชต์ ภูริสิทธิสีห์ เบอร์ 2 เขต 5 นายพันธุ์เทพ พัฒนณรงค์กรณ์ (เบอร์5) เขต 6 ว่าที่ ร.ต.เกียรติศักดิ์ คงเขียวเขต(เบอร์ 6) 7 นางสาวดวงดารา นภาคเวช (เบอร์5) เขต 8 นายพนพ เกษามา (เบอร์8)

พรรครวมไทยสร้างชาติ รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 สาวิตรี กองรัตน์ (เบอร์ 6)เขต 2 วิชัย แก้วทอง (เบอร์4)เขต 3 ชัยพร จันทนา (เบอร์5) เขต 4 นายจำเริญ ปิ่นภู่ (เบอร์ 3) เขต 5 สุรเดช กองรัตน์ (7) เขต 6 บุญเลิศ สุขจิตร์ (เบอร์1) เขต 7 ปัญจรัศ ภคภณธนวัจน์ (เบอร์3) เขต 8 ปิยพล อัครกิติพัฒน์ (เบอร์2)

พรรครักชาติ รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต3 ปิยาภรณ์ อัศวมานะศักดิ์ (เบอร์6)เขต 4 สุกฤษฎิ์ ดุลยกนิษฐ (เบอร์ 5) เขต5 เทพนิมิตร จิตรนคร(เบอร์4) เขต 7 ศวิตา แสนสวาท (เบอร์1) เขต 8 นารีรัตน์ แสนสวาท (เบอร์5)

พรรคไทยก้าวใหม่ รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 นายอธิวัฒน์ ภูริศรี (เบอร์2) เขต 5 อดิศร แจ้งจันทร์ (เบอร์1) เขต 6 วิภาวดี ชยะชัย (เบอร์5)

พรรคประชาธิปัตย์ใหม่ รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 คุณามัย เมตอดิศัย (เบอร์ 4) เขต 5 ศุภลักษณ์ สายยงค์ (เบอร์9) เขต 8 ณัฏฐ์พิชา ปราชญ์เทียนทอง (เบอร์7)

พรรคพลังประชารัฐ รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 สมัย รามัญอุดม (เบอร์3)เขต 3 อนุสรณ์ อัตพุฒ (เบอร์6) เขต 5ผดุง หน่องพงษ์ (เบอร์11) เขต 6 ภารภัทร มานิตเมธา (เบอร์2) เขต 7 สิริกัญญา เสาะแสวง (เบอร์2) เขต 8 ปรีชา ชื่นชนกพิบลู (เบอร์1)

พรรคเศรษฐกิจ รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 วิชายุทธ์ พึ่งสายธนโลติ (เบอร์5) เขต 5 ชาญชัย ฉาย(เบอร์6)

ทั้งนี้พื้นที่การเลือกตั้งตามเขตของจังหวัดปทุมธานี แบ่งออกเป็นดังนี้

เขต 1 อ.ลาดหลุมแก้วทั้งอำเภอและอ.เมืองปทุมธานี เฉพาะ (ต.บ้านฉาง ต.บางหลวง ต.บางเดื่อ ต.บางขะแยง ต.บางคูวัด)

เขต 2 อ.สามโคกทั้งอำเภอและอ.เมืองปทุมธานี เฉพาะ(ต.บางปรอก ต.บ้านกระแชง ต.บางพูด ต.บ้านกลาง ต.สวนพริกไทย ต.บางพุน และต.บางกะดี)

เขต 3 อ.คลองหลวง เฉพาะ (เทศบาลเมืองท่าโขลง และต.คลองสาม)

เขต 4 อ.คลองหลวง (เฉพาะเทศบาลเมืองคลองหลวง) และอ.ธัญบุรี (เฉพาะ ต.ประชาธิปัตย์)

เขต 5 อ.เมืองปทุมธานี (เฉพาะต.บ้านใหม่ ต.หลักหก) และ อ.ลำลูกกา (เฉพาะต.คูคต)

เขต 6 อ.ลำลูกกา (เฉพาะต.ลาดสวาย อบต.บึงคำพร้อย) และอ.ธัญบุรี (เฉพาะต.บึงยี่โถ)

เขต 7 อ.คลองหลวง (เฉพาะต.คลองสี่ ต.คลองห้า ต.คลองหก ต.คลองเจ็ด) อ.ธัญบุรี (เฉพาะต.รังสิต ต.ลำผูกกูด อ.หนองเสือ (เฉพาะต.บึงบอน ต.บึงชำอ้อ)

เขต 8 อ.ธัญบุรี (เฉพาะต.บึงสนั่น ต.บึงน้ำรักษ์) อ.ลำลูกกา (เฉพาะ อบต.ลำลูกกา เทศบาลตำบลลำลูกกา ต.บึงทองหลาง ต.ลำไทร ต.พืชอุดม ต.บึงคอไห) อ.หนองเสือ (เฉพาะต.บึงบา ต.หนองสามวัง ต.ศาลาครุ ต.บึงกาสาม ต.นพรัตน์)

การเลือกตั้งในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการประกาศความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการทวงคืนเก้าอี้ ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเคยครองที่นั่ง ส.ส. เกือบครบทุกเขตของจังหวัดปทุมธานีในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การรับสมัครเลือกตั้ง สส. จังหวัดปทุมธานี จะดำเนินต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.24569 และเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ.2569

.

บรรยากาศรับสมัคร สส.วันแรกที่จังหวัดศรีสะเกษ คึกคัก

บรรยากาศรับสมัคร สส.วันแรกที่จังหวัดศรีสะเกษ คึกคัก มีผู้สมัครในแต่ละพรรค มารอตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลา ส่วนใหญ่มาลงเวลาก่อน เพื่อมุ่งหวังได้หมายเลขแรกๆ ขณะที่มี่กองเชียร์มารอมอบกำลังใจกันจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ สำนักงานชลประทานจังหวัดศรีสะเกษ ถนนศรีสะเกษ – กันทรลักษ์ วันนี้คณะกรรมการ กกต.จังหวัดศรีสะเกษ ได้กำหนดให้เป็นสถานที่ ที่ใช้เปิดรับสมัคร สส.ศรีสะเกษ ทั้ง 9 เขต ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึงเวลา 16.30 น.ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

 ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดที่จะต้องจับตามมองเป็นพิเศษเนื่องจาก เป็น 1 ใน 7 จังหวัด ที่ยังอยู่ระหว่างการปะทะกันของทหารกัมพูชา ที่ยิงถล่มเข้ามาในประเทศไทนตลอดจนขณะนี้ และเท่าที่มีบรรยากาศ จะมีพรรคเพื่อไทย ที่อาจจะเป็นคู่แข่งกันหนักหน่วงกับ พรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังมีพรรคประชาชน  พรรคปวงชนไทย พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีผู้สมัครมาลงสมัครกันตั้งแต่เช้าด้วย

ขั้นตอนการรับสมัคร ได้เจ้าหน้าที่ของ กกต.ศรีสะเกษ ได้มาใช้เครื่องกระจายเสียง ประกาศให้ทราบ ก่อนเวลา 08.30 น. ว่า หากผู้สมัครมาลงชื่อที่จะสมัครก่อนเสลา 08.30 น. จะต้องทำการตกลงมาจะอาตามลำดับชื่อที่มาลงชื่อหรือไม่ หากไม่ก็จะต้องทำการจับสลาก ของผู้ที่มาลงชื่อก่อนเวลา แล้วเมื่อจับได้ลำดับของการเข้าสมัครแล้ว ก็ดำเนินการต่อในการสมัคร และหากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็จะหมายเลขตามที่ผู้สมัคร เข้าสมัคร เป็นหมายเลขที่จะนำไปใช้ในการหาเสียงได้เลย

โดยภายหลังจากผู้สมัครได้หมายเลขสมัครแล้ว กองเชียร์ต่างก็ดีใจในหมายเลขนั้นๆ แล้วก็พากันนำพวงมาลัย นำดอกไม้ มามอบให้กับผู้สมัครเพื่อแสดงความยินดีก่อนที่ผู้สมัครจะเข้าไปในห้องประชุม เพื่อทำการสมัคร ชำระเงินค่าสมัคร ในห้องประชุมทันทีในวันนี้

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

เช็กอินพะเยา! งานดนตรีในสวนและแสงสีสุดอลังการ

พะเยา – ผู้ว่าฯ พะเยา เปิดงาน “Music & Light in the Park” เปลี่ยนสวนสาธารณะริมกว๊านฯ เป็นสวรรค์แห่งแสงสีและเสียงดนตรี พร้อมลงพื้นที่ทักทายนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง มั่นใจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรองและสร้างรายได้สู่ชุมชนส่งท้ายปี 2568

เมื่อค่ำวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะริมกว๊านพะเยา นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการในบรรยากาศสุดประทับใจ โดยก่อนเริ่มพิธี ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เดินเยี่ยมชมพื้นที่และทักทายพูดคุยกับพี่น้องประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมความงดงามของแสง สี เสียง และทุ่งดอกไม้ประดับ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองท่ามกลางลมหนาวริมกว๊านพะเยา

งาน “Music & Light in the Park” จัดขึ้นภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันจังหวัดพะเยาให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ห้ามพลาด (Must Visit) ในฐานะเมืองรองที่มีศักยภาพสูง เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ ร้านค้า และชุมชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

ภายในงานจัดเต็มด้วยไฮไลท์พิเศษ ทั้งการแสดงดนตรีสดท่ามกลางบรรยากาศในสวน การประดับตกแต่งไฟ (Illumination) ที่สะท้อนเงาน้ำกว๊านพะเยาอย่างสวยงามตระการตา และจุดถ่ายภาพเช็กอินที่ทันสมัย ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสีสันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของพะเยาให้มีความยั่งยืนและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

โดย…มัฆวาน -อารยา ทีมข่าวทั่วไทย

.

BDE เผยผลการศึกษา Thailand Digital Outlook ปี 2568 ชี้ดิจิทัลไทย “ก้าวหน้าต่อเนื่อง”

BDE เผยผลการศึกษา Thailand Digital Outlook ปี 2568 ชี้ดิจิทัลไทย “ก้าวหน้าต่อเนื่อง” ทั้ง 8มิติ สะท้อนภาพจริงเศรษฐกิจดิจิทัล ยุคทองของ AI และการลดช่องว่างด้านดิจิทัล

วันนี้ (26 ธันวาคม 2568) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาภายใต้โครงการ “Thailand Digital Outlook” ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีนางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) กล่าวรายงาน ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการ Thailand Digital Outlook ประจำปี พ.ศ. 2568  ได้มีการศึกษาตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศไทย โดยอ้างอิงกรอบแนวคิดจาก OECD Going Digital Toolkit และ OECD Measuring the Digital Transformation ซึ่งครอบคลุมประเด็นทั้งสิ้น 8 มิติ ได้แก่ 1) การเข้าถึง 2) การใช้งาน 3) นวัตกรรม 4) อาชีพ 5) สังคม 6) ความน่าเชื่อถือ 7) การเปิดเสรีของตลาด และ 8) การเติบโตและสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งในปี 2568 มีจำนวนตัวชี้วัดทั้งสิ้น 102 ตัวชี้วัด ซึ่งมาจากการรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสำรวจจาก 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน และหน่วยงานบริการปฐมภูมิ รวมทั้งสิ้น 46,625 ตัวอย่าง อีกทั้งการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากหน่วยงานรัฐและเอกชน ทั้งสิ้น 26 หน่วยงาน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยตัวชี้วัดส่วนใหญ่ดีขึ้นในทุกมิติ เช่น

.การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของครัวเรือนในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 92.20 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 90.30

.สัดส่วนการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของภาคธุรกิจเอกชน เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 66.11 จากปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 56.14

.สัดส่วนลูกจ้างที่ได้รับการอบรมหรือฝึกทักษะ เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 39.11 จากปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 31.70

.สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.31 จากปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 12.93

.ความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจำแนกตามระดับการศึกษาลดลงเหลือร้อยละ 10.60 จากปีก่อนที่ร้อยละ 14.80

“นอกจากนี้ ผลการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทยในบริบทสากลจากการจัดอันดับระดับนานาชาติ พบว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการจัดอันดับบางตัวชี้วัดที่ลดน้อยลง เช่น การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (WDCR) ที่ลดลงหนึ่งอันดับเป็นอันดับที่ 38 จากเดิมอยู่ที่อันดับ 37

ในปีก่อนหน้า  ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ การลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนา (R&D)  จำนวนบุคลากร STEM ที่ยังน้อยกว่าประเทศหลายๆ ประเทศ รวมทั้งกฎระเบียบภาครัฐที่ยังซับซ้อน ทั้งนี้ ผลการศึกษาปีนี้ไม่ได้สะท้อนเพียง “ระดับการเข้าถึงและการใช้ดิจิทัล” เท่านั้น แต่ยังสะท้อน “ทิศทางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องพัฒนาในหลายมิติไปพร้อมๆ กัน ทั้งกำลังคน ระบบ ข้อมูล และนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ Digital Thailandที่ทุกคนเข้าถึงและได้รับประโยชน์ร่วมกัน” นายเวทางค์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

พร้อมกันนี้ ภายในงานได้จัดเวทีเสวนา ภายใต้หัวข้อ  “Digital for All : จากการเข้าถึง…สู่การใช้ดิจิทัลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และหัวข้อ “From Digital Foundations to Future Growth: ปั้นนวัตกรรมไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อาทิ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) เพื่อร่วมพูดคุยหารือเกี่ยวกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลของไทย ความเหลื่อมล้ำ การสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนให้พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมต่อยอดและขยายผลจากโครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมของแรงงานให้สามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเหล่านั้นต่อไปในอนาคต

.

เศรษฐกิจน้ำแข็ง–หิมะของจีนคึกคักรับฤดูหนาว

ฤดูหนาวที่มาถึงได้จุดกระแสการท่องเที่ยวและกีฬาฤดูหนาวทั่วจีนอย่างคึกคัก สกีรีสอร์ตหลายแห่งเปิดให้บริการเร็วกว่าปกติ ส่งสัญญาณการเริ่มต้นที่แข็งแกร่งของฤดูสกีปี 2025–2026 และช่วยกระตุ้นการเติบโตของ “เศรษฐกิจน้ำแข็ง–หิมะ” อย่างชัดเจน

เขตฉงหลี่ เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย เปิดฤดูกาลแห่งการเล่นสกีตั้งแต่เดือนตุลาคม มีรีสอร์ตสกีรวม 9 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางสกีทั้งหมด 219 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทาง 178 กิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 5.24 ล้านคนในฤดูกาลที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน สกีรีสอร์ตในซินเจียงและพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ทยอยเปิดบริการ รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งแต่วันแรก

นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมในเมืองอาเอ่อร์ซาน เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชี้ว่า การค้นหาและการจองทริปสกีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมืองปลายทางด้านหิมะอย่างฮาร์บิน เทือกเขาฉางไป๋ซาน นครอุรุมชี และอัลไต ได้รับความนิยมสูง พร้อมหนุนภาคขนส่ง โรงแรม และธุรกิจท้องถิ่น

นอกจากนี้ จีนยังขยายกิจกรรมกีฬาฤดูหนาวสู่ภาคใต้ ผ่านลานสกีในร่มและลานสกีจำลอง ทำให้ประชาชนเข้าถึงกีฬาหิมะได้ตลอดปี รายงานอุตสาหกรรมคาดว่า มูลค่าเศรษฐกิจน้ำแข็ง–หิมะของจีนจะทะลุ 1 ล้านล้านหยวนในปี 2025 สะท้อนบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

ที่มา: People’s Daily Online

ยิ่งใหญ่ตระการตาเทศกาล “ปลาดุก เผาสะเดาหวาน”ปรางค์กู่กระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568  ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ นายสุวรรณ เนตรเนติกุล  นายอำเภอปรางค์กู่ เป็นประธานพิธีเปิดงานปลาดุก เผาสะเดาหวาน ประจำปี 2568 ในระหว่างวันที่ 26-28 ธันวาคม 2568 โดยมี ส.ต.ท.วิษณุ สำเริง ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นำส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนาบันการศึกษา สภาวัฒนธรรมอำเภอปรางค์กู่ ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอปรางค์กู่  พ่อค้า คหบดีและประชาชนชาวอำเภอปรางค์กู่  ร่วมเปิดงานในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

นายสุวรรณ เนตรเนติกุล  นายอำเภอปรางค์กู่  กล่าวว่า เทศกาลงานปลาดุกเผา สะเดาหวาน คือผลจากพลังความร่วมมือของคนในชุมชุมชน ที่เห็นคุณค่าในทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบอีสาน และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  จึงร่วมกันจุดประกายแนวคิดเพื่อสร้างกระแสและสะท้อนอัตลักษณ์ของชาวปรางค์กู่ ของคนอีสาน หลังจากการทำนา จะมีการลงแขกจับปลาบ่อกลางทุ่ง ซึ่งในอุดมสมบูรณ์ ปลาดุกนามีปริมาณมาก ประกอบกับพื้นที่อำเภอปรางค์กู่ มีบุรุษที่มีชื่อเสียงให้แก่ชาวอำเภอปรางค์กู่นั่นคือท่านดาบวิชัย ซึ่งท่านได้วางรากฐานแห่งความอุด  ยองงพืชพรรณธัญญาหารและป่าไม้ไว้ ทำให้สองข้างทางประกอบไปด้วยต้นตาล

สำหรับชาวบ้านได้เก็บกินจำหน่าย และสามารถให้ร่มเงาและเป็นพื้นที่สีเขียว ที่อุดมสมบูรณ์ได้ และหนึ่งในนั้นได้แก่ต้นสะเดา ที่ในช่วงนี้กำลังเริ่มมีการออกดอกผลิใบ เหมาะสมแก่การนำมาประกอบอาหารเพื่อการบริโภค และสามารถเก็บจำหน่าย  สร้างรายได้สู่ชุมชนต่อไป ซึ่งอำเภอปรางค์กู่ โดยส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนาบันการศึกษา สภาวัฒนธรรมอำเภอปรางค์กู่ ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอปรางค์กู่  พ่อค้า คหบดีและประชาชนชาวอำเภอปรางค์กู่ ได้เลงเห็นถึงที่มาและความสำคัญดเห็นชอบร่วมกันกำหนดจัดงานโครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และกิจท่องเที่ยว กิจกรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลาดุกเผาสะเดาหวาน อำเภอปรางค์กู่ ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอปรางค์กู่

โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้เพื่อส่งเสริมการการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นศรษฐกิจในระดับอำเภอ ให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากกากการจำหน่ายสินค้าของชุมชน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์  เพื่อสร้างความรักความสามัคคีของชาวอำเภอปรางค์กู่ โดยได้รับการสนับสนุมทธประมาณจากงบประมาณรายจ่ายประจำนึงประประมาณ พ.ศ.2569จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้ประเด็นการพัฒนาที่  ส่งเสริมขีดความสามารถการท่องเที่ยวและกีฬาสู่ความเป็นเลิศ  โครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และกิจกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวปลาดุกเผาสะเดาหวานจำนวน ๔๒๘,๐๐๐ บาท สำหรับการจัดงานในครั้งนี้

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ผวายกหมู่บ้าน!ช้างป่าอ่างฤาไนข้ามฝั่งจากแปดริ้วมาหากินไกลถึงปราจีนฯบุกพังรั้วโรงเรียน-รั้วชาวบ้าน

ชาวบ้านแจ้งว่าได้พบช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา (ป่าลุ่มต่ำผืนสุดท้ายของไทยในเขตป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี) ข้ามฝั่งมาหากินไกลถึง จ.ปราจีนบุรี  ได้บุกพังกำแพงรั้วโรงเรียนบ้านคลองตามั่นโรงเรียนบ้านคลองตามั่น สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 (สพป.ปราจีนบุรี เขต 2) ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีในวันคริสต์มาสพังเสียหาย 

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านคลองตามั่น พบรั้วของโรงเรียนด้านทิศตะวันตก มีร่องรอยกำแพงรั้วปูนโรงเรียนพังเสียหาย โดยมีผู้ใหญ่บ้านและคุณครูของโรงเรียนออกมาตรวจสอบความเสียหาย และได้พบกับนายวิเชียร ฉลาดยิ่ง อายุ 44 ปีอยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 11 บ้านคลองตามั่นชาวบ้านที่เห็นช้างช่วงตี 3 ค่อนรุ่งวันนี้ ( 25 ธ.ค.)ที่ผ่านมา  เป็นช้างป่าตัวใหญ่มีงา ขนาดสูงท่วมหลังคาบ้านได้ดันรั้วบ้านของตนเองเข้ามายืนอยู่บริเวณริมขอบหน้าต่าง

นายวิเชียรกล่าวว่า ช่วงตี 3 ที่ผ่านมาได้ยินเสียงประตูรั้วหน้าบ้านพังโครมคราม ๆ   จึงลุกออกมาส่องดูที่หน้าต่างบ้าน ขณะนั้นถึงกับตกใจเพราะเห็นช้างตัวสูงใหญ่ท่วมหลังคาบ้านยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านข้างหน้ารถยนต์กระบะ isuzu สีแดงทะเบียน บร 4240 ปราจีนบุรี ช้างตัวดังกล่าวยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านราว 10 นาที

ขณะนั้นตัวเองตกใจและกลัวมากจนทำอะไรไม่ถูกจากนั้นช้างป่าตัวดังกล่าวก็เดินออกจากบ้าน ตนจึงได้แอบมองดูบริเวณด้านหลังช้างพบว่าช้างป่าตัวดังกล่าวยังเดินต่อไปยังกำแพงรั้วของโรงเรียนซึ่งห่างจากบ้านของตน 70 เมตร จากนั้นช้างป่าตัวดังกล่าวได้พังกำแพงรั้วของโรงเรียนและเดินย้อนกลับมาจึงรีบผลุบเข้าบ้าน

นางรุ่งตะวัน บุรัมย์ ครูโรงเรียนบ้านคลองตามั่นกล่าวว่า ช่วงเมื่อคืนได้ยินเสียงแต่ไม่ได้ออกมาดูกระทั่งรุ่งเช้ารับแจ้งจากนักการภารโรงว่ามีช้างพังรั้วโรงเรียนด้านหลังพังเสียหาย จึงได้แจ้งให้กับนางอมรรัตน์ พิลาโท รักษาการผอ.โรงเรียนทราบทันที และได้แจ้งเตือนผู้ปกครองบอกบุตรหลานให้ระวังช้างป่าด้วย

นางสาคร บุญตั้ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 กล่าวว่า   ได้รับแจ้งจากลูกบ้านว่าช้างเข้ามาภายในบ้านและพังรั้วของโรงเรียนช่วงตี 3 และ  ได้แจ้งชุดอาสาเฝ้าระวังช้างป่าเขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรีให้ทราบเพื่อออกมาทำการผลักดันช่างป่าออกจากบริเวณหมู่บ้านเพื่อความปลอดภัย   ชุดเฝ้าระวังช้างป่าได้ติดตามผลักดันช้างป่าตัวดังกล่าวออกจากพื้นที่ชุมชนแล้วเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยช้างป่าตัวดังกล่าวหนีไปอยู่ในสระน้ำห่างจากหมู่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม สำหรับปัญหาช้างป่าออกนอกผืนป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา (ป่าลุ่มต่ำผืนสุดท้ายของไทยในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ระยอง จ.ชลบุรี) พบปัญหาช้างป่าออกนอกผืนป่าตลอดทั้งปี มากที่สุดช่วงหน้าแล้ง ปัญหาหลักมาจากจำนวนประชากรช้างป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สัตว์ป่าขาดแคลนอาหารแหล่งที่อยู่อาศัยจำกัดไม่เพียงพอ โดยช้างป่าออกนอกรอบผืนป่า 5 จังหวัดภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ระยอง จ.ชลบุรี และ จ.ปราจีนบุรี ทั้งเดี่ยว –โขลงย่อย โขลงใหญ่ มีผลกระทบระหว่าง คน กับช้างป่าหลากหลายปัญหา ทั้งลำลายที่พักอาศัย กัดกินผลผลิตทางการเกษตร ทำร้ายคน-เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ช้างป่า ถูกยิง ถูกไฟฟ้าช๊อต ถูกรถชนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ฯลฯ

ล่าสุด กรมอุทยานฯ เตรียมความพร้อม! แผนศึกษาให้วัคซีนคุมกำเนิดช้างป่า พื้นที่ป่าตะวันออก ด้วยการอำนวยการของนายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่า โดย นายเจริญชัย โตไธสง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้จัดประชุมคณะทำงานให้วัคซีนคุมกำเนิดในช้างป่ากลุ่มป่าตะวันออก ครั้งที่ 2/2568 ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเคยดำเนินโครงการนำร่องวัคซีนคุมกำเนิดระยะยาวในช้างป่าเอเชีย หารือเพื่อเตรียมความพร้อมแนวทางและวิธีการสำหรับการให้วัคซีนคุมกำเนิดในช้างป่า

ตามโครงการศึกษาการให้วัคซีนคุมกำเนิดระยะยาวในช้างป่า กลุ่มป่าตะวันออก ที่จะใช้วัคซีนที่คงเหลือจำนวน 18 โดส จากโครงการนำร่องฯ ทดสอบในช้างป่ากลุ่มป่าตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากช้างป่า เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านก่อนพิจารณาเลือกวิธีการใดๆ เพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของประชากรช้างป่าในอนาคตต่อไป โดยช้างป่าที่จะดำเนินการให้วัคซีนคุมกำเนิดจะเป็นช้างป่าเพศเมียเต็มวัย ที่เคยให้ลูกแล้ว หากินและอาศัยอยู่นอกพื้นที่ป่าซึ่งสร้างผลกระทบต่อราษฎรในพื้นที่

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็น การเลือกกลุ่มช้างเป้าหมายและการกำหนดอัตลักษณ์ช้างป่า ซึ่งที่ประชุมได้เสนอฝูงช้างป่าที่มีลักษณะตรงตามคุณสมบัติ จำนวน 3 ฝูง ได้แก่ ฝูงช้างป่าในพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ฝูงช้างป่าในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี และฝูงช้างป่าในพื้นที่ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด รวมถึงประเด็นการเก็บรักษาและการใช้วัคซีนคุมกำเนิด การเตรียมบุคลากรและอุปกรณ์การพิจารณารูปแบบและวิธีการให้วัคซีนคุมกำเนิด และการเก็บข้อมูลภายหลังการให้วัคซีน

หลังจากนี้ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่า จะสรุปข้อมูลจากกการประชุมหารือเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการให้วัคซีนคุมกำเนิดในช้างป่ากลุ่มป่าตะวันออก และคณะกรรมการกำหนดแผนงานการให้วัคซีนคุมกำเนิดช้างป่าเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้วัคซีนได้ภายใน 1 – 2 เดือนหลังจากนี้

โดย…มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ / ปราจีนบุรี ###

รำถวาย 193 นางรำ บวงสรวง 192 ปี พระภักดีเดชะวีระบุรุษผู้ยกทัพปราบเขมร

ปราจีนบุรี –รำถวาย 193 นางรำ บวงสรวง 192 ปี พระภักดีเดชะ(ท้าวอุเทน)อดีตเจ้าเมืองคนแรกของอำเภอประจันตคามวีระบุรุษผู้ยกทัพบุกเขมรสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ให้ส่งบารมีปราบลูกหลานละแวกให้กองทัพไทยมีชัยชนะเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ที่หน้าอนุสาวรีย์พระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน)เจ้าเมืองคนแรกของอำเภอประจันตคาม ติดถนนสุวรรณศร ใกล้สถานีตำรวจประจันตคาม ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี  นายไพรัตน์ อินทร์ปัญญา นายอำเภอประจันตคาม เป็นประธานเป็นประธานในพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) เจ้าเมืองคนแรกของอำเภอประจันตคาม ในโอกาสครบรอบ 192 ปี

ได้จุดธูปเทียน ถวายเครื่องบวงสรวง เครื่องสักการะ ปิดทอง และกล่าวคำสดุดีวีรกรรมพระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) และรำถวายโดยสาวงามจากอำเภอประจันตคาม จำนวน 193 คน  

โดยมีนางสุมลฑา เจริญศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี,อดีต สว.ดร.สุรเดช จิรัฐิติเจริญ นางบังอร วิลาวัลย์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี,สมาชิกสภา อบจ.ปราจีนบุรี,ประธาน และกรรมการ สภาวัฒนธรรม จาก ๗ อำเภอ ในจังหวัดปราจีนบุรีพร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ,ข้าราชการ,คณะผู้บริหาร ,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น,กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน,เยาวชน นักเรียน,ทหารผ่านศึก,กลุ่มจิตอาสา ภาคประชาสังคม,กลุ่มพลังมวลชน,พ่อค้า,ประชาชน  ตระกูลเดชสุภา ทายาทลูกหลานของพระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) เข้าร่วมพิธีด้วย   หลังเสร็จพิธีได้เดินทางไปรำถวายต่อที่เก็บศพข้างพระอุโบสถ วัดแจ้งเมืองเก่า อ.ประจันตคาม

นายเกียรติศักดิ์  กล่าวว่า เป็นรุ่นหลาน/เหลน ของพระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) เจ้าเมืองคนแรกของอำเภอประจันตคาม วีระบุรุษผู้นำกองทัพไทยต่อสู้ในเขมรในอดีต  ได้รวบรวมลูกหลานตระกูลพระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) มากราบไหว้สักการะบรรพบุรุษร่วมถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และขออธิษฐานให้กองกำลังทัพไทยมีชัยเหนือเขมรในยามศึกสงครามนี้

 โดย  ในวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี ชาวอำเภอประจันตคามจะทำพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมและคุณความดีของท่าน ที่ได้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองและชาวประจันตคามมาจนทุกวันนี้ โดยประวัติและเกียรติคุณของพระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) มีจารึกไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ. 2369 ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏ ยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมา ชาวเมืองนครราชสีมาได้รวบรวมกำลังตีกองทัพเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป และสยามได้แต่งทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ เพื่อปราบกบฏให้ราบคาบ แล้วจึงได้กวาดต้อนไพร่พลจากเวียงจันทน์เข้ามายังประเทศไทย

 ในครั้งนั้นมีท้าวอุเทน บุตรท้าวสร้อย ซึ่งเป็นแม่ทัพเมืองแสนของเวียงจันทน์รวมอยู่ด้วย ท้าวอุเทนได้นำไพร่พลรวมตัวกันจนเป็นหมู่บ้านใหญ่ในพื้นที่อำเภอประจันตคาม บริเวณวัดแจ้ง  (บ้านเมืองเก่าในปัจจุบัน) และ พื้นที่โดยรอบ จนกระทั่งได้จัดตั้งเป็นเมืองประจันตคาม

 ในปี พ.ศ. 2376 ท้าวอุเทนได้เป็นเจ้าเมืองคนแรก ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงภักดีเดชะ” ภายหลังได้เกิดศึกญวนมาตีเมืองพนมเปญ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทยในสมัยนั้น ไทยจึงแต่งทัพไปช่วยเมืองพนมเปญ โดยได้เกณฑ์ชาวประจันตคาม กบินทร์บุรี และพนัสนิคม รวมเป็นทัพหน้ายกไปสู้รบกับญวน สู้รบอยู่ 3 ปีเศษจึงขับไล่ญวนออกไปได้

 เจ้าเมืองทั้งสาม มีความชอบในการศึก จึงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระ” ในนามเดิมทั้งสามท่าน เจ้าเมืองประจันตคามจึงได้เลื่อนเป็น “พระภักดีเดชะ” 

ต่อมาอีก 1 ปี ญวนได้หวนกลับมาตีเมืองพนมเปญอีก จึงต้องเกณฑ์คนไปรบ พระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) ได้นำกำลังไพร่พลชาวเมืองประจันตคามไปร่วมรบกับเจ้าเมืองกบินทร์บุรี แต่ในที่สุดด้วยการรบอย่างอาจหาญ ทำให้พระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) เสียชีวิตในสนามรบเยี่ยงวีรบุรุษนักรบชาวประจันตคาม

แม้พระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) จะเสียชีวิตในสนามรบไปนับร้อยปีแล้ว ประชาชนชาวประจันตคามยังกล่าวขวัญถึง และเคารพสักการะ มิเสื่อมคลาย ในฐานะที่ท่านได้ก่อตั้งเมืองประจันตคาม และประกอบกิจอันเป็นคุณยิ่งแก่ประเทศชาติจนเสียชีวิต 

ปัจจุบันศพของท่านยังฝังอยู่ที่วัดแจ้ง โดยมีผู้จงรักภักดีและญาติมิตรสร้างมณฑปครอบคลุมศพไว้ นอกจากนี้ชาวประจันตคาม ได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ เพื่อเป็นที่สักการะและเป็นที่รวมใจของชาวประจันตคาม

โดยทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2534 และ  เมื่อถึงวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี   ชาวประจันตคามจะพร้อมใจกันทำพิธีบวงสรวงสักการะ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่านที่มีต่อชาวประจันตคาม และ  ประเทศไทยเป็นประจำทุกปีสืบมาจนถึงทุกวันนี้

หมอรำยุพินพร อายุ 52 ปี ชาวอ.กบินทร์บุรี กล่าวว่า  เดินทางมารำถวาย และรำกลอนรำถวาย และบวงสรวงเพื่อน้อมรำลึกถึงพลังบารมีพระภักดีเดชะ (ท้าวอุเทน) เจ้าเมืองคนแรกชาวอำเภอประจันตคาม ให้ปราบชาวละแวกที่บุกรุกดินแดนไทยตอนนี้ให้ราบคาบเช่นในอดีต  หมอรำยุพินพรกล่าว

โดย…มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์-ภาพ /ปราจีนบุรี###