วีลแชร์เรซซิ่งไทยพร้อม!“ประวัติ–ชัยวัฒน์” นำทีมซ้อมเข้มก่อนลุยศึกอาเซียนพาราเกมส์

ประวัติ วะโฮรัมย์ และ “บีม” ชัยวัฒน์ รัตนะ สองนักกีฬาพาราทีมชาติไทยเจ้าของผลงานระดับโลก นำทีม 18 วีลแชร์เรซซิ่งไทย ลงฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา เตรียมความพร้อมก่อนนับถอยหลังเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2026

“เสือยิ้มยาก”ประวัติ วะโฮรัมย์ ถือเป็นนักกีฬาพาราระดับตำนานของไทย สร้างผลงานบนเวทีพาราลิมปิกเกมส์มาอย่างต่อเนื่อง ในคลาส T54 ด้วยดีกรีรวม 16 เหรียญพาราลิมปิก นับเป็นหนึ่งในนักกีฬาพาราไทยที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล และยังคงเป็นกำลังหลักของทีมไทยด้วยประสบการณ์ ความแข็งแกร่ง และวินัยในการฝึกซ้อม

ขณะที่ “บีม” ชัยวัฒน์ รัตนะ ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศในศึก พาราลิมปิกเกมส์ 2024 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านมา ด้วยผลงาน 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน

สำหรับการฝึกซ้อมในครั้งนี้เน้นในเรื่องของการรักษาร่างกายให้พร้อมต่อการแข่งขัน พร้อมการปรับจังหวะให้ใกล้เคียงสถานการณ์จริง ภายใต้การดูแลของทีมผู้ฝึกสอนอย่างใกล้ชิด โดยมี “ครูพรต” อาจารย์สุพรต เพ็งพุ่ม หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมวีลแชร์เรซซิ่งทีมขาติไทยเป็นผู้ควบคุม

โดย 18 นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งชุดอาเซียนพาราเกมส์ประกอบด้วย ภูธเรศ  คงรักษ์ T54, พิพัฒน์พงศ์  เสียงล้ำ T54, อธิวัฒน์  แพงเหนือ T54, ประวัติ  สมศักดิ์ T54, ประวัติ วะโฮรัมย์ T54, พัฒนชัย  ศรีคำเวียง T54, วราพงษ์  นวลแสน T54, ดำรงศักดิ์  อินกอง T54, พงศกร  แปยอT53, มะสบือรี  อาแซ T53, เสฏฐวุฒิ  เผือกเฟื่อง T53, พิชญา  คูรัตนศิริ T52, เพ็ชร  รุ่งศรี T52, อาทิตยา  เปรมผล T54, เตชินี  ดวงอินทร์ T54, ประณยา  เซกระโทก T53, ชัยวัฒน์ รัตนะ T34 และสมบูรณ์ พรมคุณ T34

โดยทีมวีลแชร์เรซซิ่งไทย ตั้งเป้าทำผลงานให้ดีที่สุดในศึกอาเซียนพาราเกมส์ 2026 ที่ ประเทศไทยจะรับหน้าที่เจ้าภาพ และต่อยอดสู่ เอเชียนพารา นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำชื่อเสียงและความภาคภูมิใจสู่ประเทศชาติ พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและนักกีฬารุ่นใหม่ของไทยต่อไป

ร่วมเชียร์นักกีฬาพาราไทยในอาเซียนพาราเกมส์ ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา

หนีกรุงทิ้งความวุ่นวาย!โต้ลมหนาว ชมศิลปะ-ฟังเพลง เคล้าบรรยากาศสุดชิลล์ริมแม่น้ำแคว

ททท. สำนักงานกาญจนบุรี ขอชวนทุกคนทิ้งความวุ่นวาย มาใช้เวลาช้า ๆ ร่วมเติมพลังงานดี ๆ ในบรรยากาศสุดชิลล์ริมแม่น้ำแคว ในงาน “ปล่อยใจ” Art – Music & Wellness Festival  เทศกาลที่รวบรวมงานศิลปะ ดนตรี และการดูแลสุขภาพ มารวมไว้ในที่เดียว เพื่อให้คุณได้ปรนนิบัติทั้งกายและใจไปพร้อมกัน ทำไมเราถึงไม่อยากให้คุณพลาดงานนี้ ?

Acoustic Night : ดื่มด่ำกับบทเพลงไพเราะจากเจ้าพ่อเพลงรักสุดอบอุ่น พี่โอ๋ “ธีร์ ไชยเดช” และศิลปินรุ่นใหม่ “View From The Bus Tour”  ท่ามกลางบรรยากาศแคมป์ปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Wellness & Art : กิจกรรมดูแลสุขภาพกายและใจ งานศิลปะแฮนด์เมด และมุมความคิดสร้างสรรค์ที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

Food & Coffee : อิ่มอร่อยกับโซนอาหารและกาแฟที่ตั้งใจคัดมาเสิร์ฟ เพื่อให้ทุกการกินดื่มคือความสุข Location : สัมผัสอากาศดี ๆ ริมแม่น้ำแคว บนพื้นที่สีเขียวของเชอรีฮับสโตนแคมป์ ที่จะทำให้การแคมป์ปิ้งครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหน ๆ 

ไม่ว่าคุณจะเป็นวัยรุ่นสายคอนเสิร์ต คนทำงานที่มองหาพื้นที่ Reset ตัวเอง หรือครอบครัวที่อยากมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน งานนี้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแน่นอน

ระหว่างวันที่ 24 – 25 มกราคม 2569 สถานที่ : Cherry’s Hub Stone Camp อ.เมือง จ.กาญจนบุรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ททท. สำนักงานกาญจนบุรี  
Facebook : tatkan / Line : @tatkan  
เตรียมเก็บกระเป๋า แล้วมาเปลี่ยนวันหยุดธรรมดา ให้กลายเป็นความทรงจำที่แสนพิเศษ ในงาน “ปล่อยใจ” ไปกับเรานะครับ

#ปล่อยใจ #ArtMusicWellness 
#กาญจนบุรี #CampingThailand 
#WellnessFestival #AmazingThailand 
#ทททกาญจนบุรี
#ข่าวภูมิภาคกาญจนบุรี / ปรีชา  ไหลวารินทร์

ตำรวจสน.ท่าเรือไล่ล่าผู้ต้องหา ยิงสนั่นคลองเตยบาดเจ็บ 3 ราย

ตำรวจสน.ท่าเรือไล่ล่าผู้ต้องหา คดีพยายามฆ่า ยิงตำรวจสนั่นกลางชุมชนคลองเตย เยาวชน 2 ราย ถูกลูกหลงบาดเจ็บ ญาติเรียกร้องเร่งจับคนร้าย-หาผู้รับผิดชอบ

จากกรณี เกิดเหตุยิงกันภายในชุมชนย่านคลองเตย เมื่อกลางดึกวันที่ 25 ธ.ค.ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ สน.ท่าเรือ แสดงตัวเข้าตรวจค้นผู้ต้องสงสัย ก่อนถูกใช้อาวุธปืนยิงใส่ จนมีตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บ สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บ้านเลขที่ 4/190 ล็อก 4-5-6 เขตคลองเตย แขวงคลองเตย กรุงเทพมหานคร หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบริเวณร้านขายก๋วยเตี๋ยว ภายในชุมชน พร้อมอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ นำส่งโรงพยาบาล

จากข้อมูลการสอบสวนเบื้องต้นเหตุเกิดขึ้นจากตำรวจนอกเครื่องแบบ สน. ท่าเรือ พบบุคคลต้องสงสัยว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีครั้งเก่า ในข้อหาพยายามฆ่า จอดรถซื้อก๋วยเตี๋ยว จึงแสดงตัวเพื่อขอเข้าตรวจค้น แต่ผู้ก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ตำรวจ ได้รับบาดเจ็บ และพยายามวิ่งหลบหนีเข้าไปในชุมชน และยิงตอบโต้ตำรวจที่พยายามไล่ตาม จนทำให้เยาวชนถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บ และหลบหนีไปได้

ต่อมา ตำรวจสืบทราบว่า นายบุรินทร์ วิ่งเข้าไปในซอยทะลุถนนรถไฟสายเก่า แล้วเรียกใช้รถจักรยานยนต์รับจ้างมาส่งที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ถนนเกษมราษฎร์ เขตคลองเตย ตำรวจชุดปฎิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และตำรวจ ชุด ปฏิบัติการพิเศษ จึงเจ้าตรวจสอบที่ปั้มน้ำมันอีกครั้ง แต่ไม่พบตัวนายบุรินทร์

ด้าน ญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่เป็นเยาวชนอายุ 13 ปี ทั้ง 2 คน เปิดเผยว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นน้องสาว และหลานสาว ขณะเกิดเหตุได้เดินไปซื้อของที่ร้านขายของชำหน้าปากซอย แต่ขนาดเดินกลับเข้าบ้านพัก ก็ได้ยินเสียงปืนและเสียงคนตะโกนโวยวาย จึงพยายามวิ่งหลบหนีเข้าบ้าน แต่กลับถูกกระสุนปืนลูกลมยิงเข้าที่ต้นขา ล้มลง 1 คน อีกหนึ่งคนยิงถูกยิงที่ก้น ขณะนี้อยู่ในการรักษาของแพทย์ ต้องผ่าเอากระสุนออก

ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่า กระสุนปืนที่ยิงถูกผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้ง 2 คน เป็นของตำรวจ หรือผู้ก่อเหตุ แต่เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น อยากให้ตำรวจติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี และหาคนรับผิดชอบ

.

ตร.ตามรวบแล้ว “กาน เวลไฟร์”ยิงหนุ่มขับเก๋งดับบนทางด่วน หนีจนมุมเกาะช้าง

ชุดสืบนครบาล ตามรวบ “กาน เวลไฟร์” มือยิงหนุ่มโบลท์บนทางด่วน สับรถหนี มุ่งหน้าไป จ.ตราด ก่อนจนมุมที่เกาะช้าง เตรียมข้ามเรือหนีไปชายแดน คุมตัวสอบปากคำ

จากกรณี ศาลอนุมัติออกหมายจับ นายสงกรานต์ พานภู่ หรือ กาน หรือ “กาน เวลไฟร์” อายุ 37 ปี ในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ, พยายามฆ่าผู้อื่นฯ และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน

ภายหลังจากที่นายสงกรานต์ ขับรถตู้ เวลไฟร์ คันที่ก่อเหตุยิงหนุ่มโบลท์ ไปจอดทิ้งไว้ที่โรงแรมที่ จ.นครปฐม แล้วขึ้นรถแท็กซี่อีกหลายต่อ จนกระทั่งมาขึ้นรถแท็กซี่ โตโยต้า อัลติส ไปส่งที่ระยอง ก่อนจะมีเพื่อนขับรถโตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์ มารอรับ และเป็นคนจ่ายเงินค่าโดยสาร เป็นเงินสดจำนวน 2,500 บาทให้ ซึ่งผู้ต้องหาได้มุ่งหน้าไปที่บ้านของภรรยา ก่อนรับภรรยา และลูก เช่ารถ ขับหลบหนีไปมุ่งหน้าจ.ตราด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเวลา 18.30 น. พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.น. และ พล.ต.ต. โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. สั่งการให้ ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. ร่วมกับ กก.สส.บก.น.2 นำกำลังเข้าจับกุม นายสงกรานต์ ได้ที่ใกล้สะพานปรมะ เกาะช้างใต้ อ. เกาะช้าง จ.ตราด หลังชุดสืบสวนสืบทราบว่านายสงกรานต์ หลบหนีไปพักอยู่ที่โฮมสเตย์แห่งหนึ่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างคุมตัวมาสอบปากคำและดำเนินคดีที่ สน.ประชาชื่น

“บิ๊กแจ๊ส” เปิดใจ เลือกหนุน สส.ทำงานจริง นับถือ “เนวิน–อนุทิน” แต่ไม่อยู่ภูมิใจไทย

“บิ๊กแจ๊ส”นายกอบจ.ปทุมธานี ย้ำจุดยืนไม่สังกัดพรรคการเมือง เลือกสนับสนุน สส.รายบุคคลที่ทำงานเพื่อประชาชน เคารพ “เนวิน-อนุทิน” แต่ไม่อยู่พรรคภูมิใจไทย พร้อมชื่นชม “พรรคกล้าธรรม” ทำงานเร็ว แก้ปัญหาเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่ สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวได้เข้าสอบถามความเห็นของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี จากกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับ บ้านใหญ่ใน จ.ปทุมธานี ที่มีการย้ายพรรคการเมืองกัน และ เรื่องที่ ประชาชนเข้าใจว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี สังกัดอยู่พรรคภูมิใจไทย 

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า พรรคที่ตนเองสังกัดตอนนี้มีเพียง พรรคเดียวคือพรรคพวกเท่านั้น ขอย้ำจุดยืนว่า นายก อบจ.ไม่ควรสังกัดพรรคการเมือง ส่วนตัวผมเองรู้จักและรักกันเกือบทุกพรรคการเมือง ผมสนิทสนมหมด 

ส่วนในกรณีที่พี่น้องประชาชนๆได้สอบถามผม เข้ามา จำนวนมากเรื่องความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ผมยอมรับว่า ตัวผมเคารพรักท่าน เนวิน และ ท่านอนุทิน เรารักกันมาก แต่ถ้าถามว่าผมอยู่พรรคภูมิใจไทยไหม ตัวผมไม่ได้อยู่ เรื่องของ สส. ตัวผมจะมองถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักในการเลือกที่จะสนับสนุน ผู้สมัคร ส.ส. เป็นรายบุคคล ที่คิดว่าเขาจะสามารถทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยจะมีการพูด คุยปรึกษากับ ทีมงานและทีม ส.จ.ทั้งหมด ว่า จะสนับสนุนใคร ที่เมี่อเขาได้รับการเลือกตั่งแล้วจะลงมาช่วยกันพัฒนา จ.ปทุมธานี 

แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนจะเห็นว่า ในช่วงวิกฤตการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ช่วงโควิท ช่วงน้ำท่วม ช่วงน้ำแล้ง ช่วงไข้หวัดใหญ่ หรือตอนนี้ที่ปอดอักเสปกำลังระบาด ที่เราต้องต่อสู้กัน มี ส.ส. พรรคใดบ้าง ที่ลงมาช่วยท้องถิ่น หรือดูแลประชาชน ผมไม่เห็นมีใคร บางคนเป็น ส.ส. มา 2-3 ปี บางคนยังไม่รู้จักเลย อันนี้คือสิ่งที่เป็นจุดยืน เพราะฉะนั้น มันถึงเวลาแล้วที่ พี่น้องประชาชน ต้องตัดสินใจเลือกที่ตัวบุคคล อย่าไปเน้น พรรคใดพรรคหนึ่ง ใครที่ลงสมัคร ส.ส. แล้วพี่น้องประชาชนคิดว่าพร้อมที่จะเข้ามาช่วยกันพัฒนา จ.ปทุมธานี ผมจะเชียร์คนนั้น 

แต่ไม่ได้กำหนดที่ตัวพรรค ยกตัวอย่างพรรคภูมิใจไทย สมมุติว่าส่งลง 8 เขต แต่ผมอาจจะสนับสนุน แค่เขตเดียวก็ได้ เพราะเราดูที่ตัวบุคคล ถ้าคนนี้ได้เป็นเขาช่วยพัฒนา จ.ปทุมธานี มาอย่างต่อเนื่อง เราก็จะบอกทีมงาน และ สจ. ช่วย คนนั้น อย่างพรรคอื่นๆ ท่านลงมา ถ้าตัวบุคคลดี ผมพร้อมสนับสนุน จุดยืนของผมก็บอกกับทุกคนในทีมงานของผม ไม่ว่าจะเป็น รองนายก อบจ. ท่านที่ปรึกษา หรือ สจ. หากใครจะลงการเมืองลงได้เลย ถ้าได้รับการติดต่อมา แต่ไม่ใช่ผมไปบังคับให้เขาลงตอนนี้ ทั้งพรรคประชาชน ก็ส่งลงครบ 8 เขต พรรคเพื่อไทยก็ส่งลงครบ 8 เขต แต่ถ้าถามผม ผมขออยู่ตรงกลาง ผมจะช่วยแค่บุคคลที่เขาพร้อมจะพัฒนา จ.ปทุมธานี ร่วมกันกับท้องถิ่น อันนั้น ผมจะช่วย แต่ที่ผมรับไม่ได้ที่สุดคือ การที่พรรคภูมิใจไทย เลือกผู้สมัคร ส.ส. ที่เป็นลูกผู้ที่ทุจริตแม้กระทั้งถุงยังชีพ มาเป็นตัวแทนผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ตนเองรับไม่ได้ 

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ท้องถิ่นมีแต่งบประมาณของท้องถิ่นเอง ที่นำไปดูแล หรือ แก้ปัญหาให้ประชาชน แต่เราไม่มีงบประมาณเพียงพอ ที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น โมโนเรล เขื่อนกันน้ำท่วม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกินกำลังของ อบจ. ตอนนี้ ในทีมงานคนรักปทุม มีหลายคนที่มาหารือ และขอลงสมัคร ส.ส. ในนามของพรรคกล้าธรรม ผมก็ไม่ได้ขัดถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำเลย ถ้ามีกำลัง หรือ ศักยภาพพอ ผมก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่ผมดูที่ตัวผู้สมัคร ต้องเป็นคนที่ทำงานเพื่อประชาชนผมชัดเจน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้จะเห็นว่าเมื่อพรรคกล้าธรรมลงมาพื้นที่ เขาก็ทำอย่างจริงจัง และ เร็ว และในช่วงน้ำท่วม ทางท่านหัวหน้าพรรคท่านก็มารับฟังจากประชาชน ท่านก็ทำงานไว เรียกประชุมหาทางแก้ปัญหาด่วนทันที่ จึงมีส่วนที่ทำให้ ปทุมธานีเรารอดพ้นวิกฤต น้ำท่วมในปีนี้ ถ้าหาก ทีมงานของคนรักปทุมได้เป็น ส.ส. ก็ย่อมเป็นผลดี ถ้าเกิดเขามีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และ เข้ามาเข้าก็จะเป็นกลางประสานงาน ดึงงบประมาณลงมาพัฒนา จ.ปทุมธานีได้

เปิดภาพเขมรละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมยิง BM-21 ถล่มพลเรือนไทยเสียหายหนัก

ทภ.2 แฉภาพจรวด BM-21 ถล่มบ้าน-ชุมชน–วัด–โรงเรียน-รพ. ชี้กัมพูชาละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม อ้างสันติภาพบังหน้า แต่กลับใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกเป้าหมาย

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2569 กองทัพภาคที่ 2 เปิดภาพความเสียหายจากการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ที่ตกกระจายเป็นวงกว้างในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน วัด และโรงเรียน สะท้อนหลักฐานที่ยากจะปฏิเสธว่า การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าวเป็นการใช้กำลังโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย และขาดมาตรการคุ้มครองพลเรือน อันเข้าข่ายการละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน การอ้างคำว่า “สันติภาพ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงถูกมองว่าเป็นวาทกรรมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

“สันติภาพไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์ของรัฐใดรัฐหนึ่ง หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อสังคม การแยกแยะเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน หลักความได้สัดส่วน และความจำเป็นทางทหารอย่างแท้จริง”

ในบริบทดังกล่าว เมื่อพลเรือนกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรุนแรง สันติภาพที่กัมพูชากล่าวอ้างจึงถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจ หลายฝ่ายเห็นพ้องว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการปฏิบัติตามข้อตกลงและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่การใช้ถ้อยคำเรื่องสันติภาพเป็นฉากบังหน้าให้กับการใช้กำลังที่ปราศจากความรับผิดชอบ

ขุดประวัติ “กานต์ เวลไฟร์” นักธุรกิจสายปาร์ตี้วิญญาณโหด

กำลังกลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับเหตุการณ์สังหารโหดบนทางพิเศษศรีรัช เมื่อเช้ามืดวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ชนวนเหตุเริ่มต้นเพียงแค่การขับรถปาดหน้ากันบริเวณด่านเก็บเงินประชาชื่น ซึ่งในขณะนั้น นายอนุวัฒน์ ผู้เสียชีวิต กำลังขับรถกลับบ้านพร้อมแฟนสาว แต่กลับถูกรถโตโยต้า เวลไฟร์ ของ “นายสงกรานต์ พานภู่” หรือ “กานต์” ขับปาดหน้าจากซ้ายเพื่อแทรกเข้าช่องจ่ายเงินอย่างกะทันหัน แม้ฝ่ายผู้ตายจะยอมชะลอรถให้ไปก่อน

แต่คู่กรณีกลับไม่จบเพียงเท่านั้น โดยหลังผ่านด่านออกมาได้ไม่ไกล นายกานต์ได้ขับรถชะลอความเร็วในเลนขวาคล้ายดักรอ เมื่อนายอนุวัฒน์ขับมาเทียบข้างและลดกระจกลงเพื่อจะสอบถาม นายกานต์กลับใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่ทันที 4 นัด กระสุนเจาะเข้าร่างนายอนุวัฒน์ 3 นัดจนเสียชีวิตคาที่ ทิ้งให้แฟนสาวต้องตัดสินใจเสี่ยงตายคว้าพวงมาลัยประคองรถเข้าข้างทางเพื่อเอาชีวิตรอด

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่านายสงกรานต์ หรือฉายา “กานต์ สายตี้” วัย 37 ปี ชาวจังหวัดชลบุรี มีโปรไฟล์เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ใช้ชีวิตอูฟู่ ชอบปาร์ตี้และดื่มสุราเป็นประจำ โดยเบื้องหลังทำธุรกิจปล่อยเงินกู้และรับจำนำของมีค่าทุกชนิดรวมถึงอาวุธปืน ซึ่งในคืนเกิดเหตุพยานยืนยันว่านายกานต์เพิ่งกลับจากดื่มสุราจนมีอาการมึนเมาจัดก่อนจะขับรถมาก่อเหตุอุกอาจ และเมื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรก็ต้องตะลึง เมื่อพบว่าเขามีหมายจับติดตัวของศาลจังหวัดชลบุรีในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา แต่กลับยังลอยนวลและพกอาวุธปืนติดตัวตลอดเวลาจนมาก่อเหตุซ้ำอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

พฤติกรรมหลังก่อเหตุของนายกานต์สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพในการหลบหนี โดยเขาได้ขับรถไปเปลี่ยนป้ายทะเบียนเพื่ออำพรางความผิด ก่อนจะนำรถไปจอดทิ้งไว้ใกล้ร้านอาหารญี่ปุ่นและเรียกแท็กซี่หลบหนีออกจากพื้นที่ไป ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถยนต์คันดังกล่าวถูกจอดทิ้งไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ตัวนายกานต์ยังคงไร้ร่องรอย

โดยสายสืบรายงานว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ต้องหารายนี้กำลังมุ่งหน้าหลบหนีออกนอกประเทศไปยังฝั่งประเทศลาวผ่านช่องทางธรรมชาติ เจ้าหน้าที่จึงประกาศเตือนประชาชนว่านายกานต์เป็นบุคคลอันตรายและมีอาวุธปืนติดตัว หากใครพบเห็นให้รีบแจ้งตำรวจทันทีและห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรงและพร้อมจะใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลา

ศาลอนุมัติหมายจับ “สงกรานต์” มือยิงหนุ่มขับเก๋งดับบนทางด่วนหลบหนี

จากกรณีคนร้ายขับรถยนต์โตโยต้า รุ่นเวลไฟร์ สีขาว ทะเบียน 2กผ 7778 กรุงเทพมหานคร ประกบยิงคนขับรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า อัลติส เสียชีวิตบนทางพิเศษศรีรัช สาเหตุเกิดจากขับปาดหน้ากันมากับรถของผู้เสียชีวิตก่อนถึงด่านเก็บเงิน เมื่อถึงด่านเก็บเงินต่างคนต่างเข้าคนละช่อง แต่รถผู้ก่อเหตุจ่ายเงินแล้วกลับชะลอรถ แล้วขับประกบฝั่งขวา ก่อนใช้ปืนยิง 3 นัด แล้วขับหลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 23 ธันวาคม

ล่าสุดพบรถเวิลไฟร์ที่ใช้ก่อเหตุถูกนำไปจอดทิ้งไว้ในโรงแรมพื้นที่จังหวัดนครปฐม ขณะเดียวกันยังไม่ตัดทุกประเด็นทิ้ง แม้พยานชี้ชนวนเหตุจากความไม่พอใจระหว่างขับรถ และพบผู้ก่อเหตุเคยมีหมายจับคดีพยายามฆ่าเมื่อปี 2567 นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอนุมัติตามที่ สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ขอออกหมายจับ นายสงกรานต์ พานภู่ ผู้ต้องหากระทำความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่า, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน

โดยมีหลักฐานตามสมควรว่า นายสงกรานต์ มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี และก่อเหตุอันตรายประการอื่น ฉะนั้นให้จับกุมตัว นายสงกรานต์ อายุ 37 ปี ชาวชลบุรี เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ปิดม่าน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025”ประสบความสำเร็จทั้งมิติทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

ปิดม่าน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” มหาปรากฏการณ์ ส่องประกายริมสองฝั่งเจ้าพระยาอย่างสวยงาม ประสบความสำเร็จโดดเด่นทั้งมิติทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หนุนธุรกิจรายรอบแม่น้ำเจ้าพระยาคึกคัก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ร่วมชมงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” ปรากฏการณ์แห่งแสง  สี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดโดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้การดำเนินงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปิดม่านมหาปรากฏการณ์ ส่องประกายริมสองฝั่งเจ้าพระยาอย่างสวยงาม รวมระยะเวลา 45 คืน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวยามค่ำคืนช่วงปลายปีคึกคัก เปลี่ยนแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นเวทีจัดแสดงอีเวนต์ระดับโลกที่ทุกคนไม่ควรพลาดการมาเยือน พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 5,500 ล้านบาท

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า มหาปรากฏการณ์ “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” ซึ่งจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 45 วัน บริเวณสถานที่สำคัญ ตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร นำเสนอความสวยงามวิจิตรตระการตาของแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีของการแสดงแสง สี เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านค้า โรงแรมและชุมชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะภาคธุรกิจเรือท่องเที่ยวและเรือโดยสาร ซึ่งมีอัตราการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วงการจัดงาน

ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์สำคัญที่เติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีให้มีชีวิตชีวา และมีสีสันมากยิ่งขึ้น ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ที่ช่วยสร้างประสบการณ์      การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแก่นักท่องเที่ยว และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปี โดยตลอดระยะเวลาของการจัดงานคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนกว่า 1.7 ล้านคน และจะสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจรวมกว่า 5.5 พันล้านบาท ซึ่งความสำเร็จของงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” สะท้อนศักยภาพของการใช้กิจกรรมระดับประเทศเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับการท่องเที่ยวไทยในสายตานานาชาติ พร้อมต่อยอดแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็น แลนด์มาร์กการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอีเวนต์ระดับโลกอย่างยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า การจัดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA”    ในปีนี้ ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยความร่วมมือของพันธมิตรจาก  ภาครัฐและเอกชนในการร่วมรังสรรค์การแสดงตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งหมด 15 จุดแสดง  โดยแต่ละจุดสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านแนวคิดและเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่แตกต่างกัน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้อีเวนต์เชิงวัฒนธรรมและเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย    ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง ทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการเรือ โรงแรม ร้านอาหารและชุมชนริมแม่น้ำอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดผลจริงในพื้นที่

ทั้งนี้ในปี 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. คาดว่าจะกำหนดจัดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2026”  ในวันที่ 12 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2569 โดยเตรียมยกระดับการจัดงานให้มีความยิ่งใหญ่ และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะนำเสนอเสน่ห์ความงดงามของแสงสีริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว จะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ไทย ผ่านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ ที่คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระตุ้นการใช้จ่ายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง

.

ปั้นเถ้าแก่น้อยทำ “หมูย่างเมืองตรัง”ต่อยอดอาชีพเชิงพาณิชย์ในอนาคต

โรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ภายใต้การนำของ นางสาววาสนา ศรีเปาระยะ ผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่ได้มีแค่การเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ห้องเรียนแห่งนี้คือการเรียนรู้ชีวิตจริง ที่นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแกนหลัก ส่งเสริมให้นักเรียนรู้วิธี ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำนา และเลี้ยงหมู เพื่อเป็นทั้งอาหารกลางวัน และยังเป็น “ต้นทุนอาชีพ” ต่อยอดสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับนักเรียนในอนาคต

เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดอยู่ที่ “หมูขี้พร้า” ซึ่งเป็นหมูพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงง่าย เนื้อแน่น มันน้อย ทนทานต่อโรค ใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ก็จับขายได้ ในช่วงก่อนปิดเทอมผู้อำนวยการโรงเรียน ผุดไอเดียนำผู้ประกอบการหมูย่างจากตำบลลำภูรา อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง มาสอนกระบวนการทำหมูย่างตั้งแต่ต้นจนจบ

ก่อนหน้านี้โรงเรียนได้เงินบริจาคมาซื้อลูกหมู 4 ตัว มาเลี้ยง แต่ตายไป 2 ตัว ตอนนี้ขยายพันธุ์มีทั้งหมด 7 ตัว ปัจจุบันขยายเป็น 7 ตัว นักเรียนจะผลัดเปลี่ยนกันนำเศษข้าวจากอาหารกลางวัน พืชผัก รำข้าว หยวกกล้วย และเศษอาหารจากบ้านมาเลี้ยงหมู ซึ่งเป็นไปตามหลักการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดและประสบความสำเร็จ อีกทั้งเป็นแนวทางส่งเสริมอาชีพ ที่สำคัญนักเรียนได้เรียน รู้ “วงจรชีวิต” และ “ความรับผิดชอบ” ไปพร้อมๆ กัน

ถึงแม้ว่า “น้องมิว”และ“น้องซิม” นักเรียนชั้น ป.6 จะยอมรับว่า รู้สึกเสียใจที่หมูที่เลี้ยงมาถูกฆ่า แต่มองว่านี่คือการเข้าใจธรรมชาติของชีวิต ที่ว่าสัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหาร และพวกเขาจะเลี้ยงหมูต่อไป เพื่อนำความรู้วิธีการให้อาหารมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในคลาสนี้นักเรียนทุกคนสนุกสนานกับการลงมือทำ! ตั้งแต่การจับหมู แล่เนื้อ หมักด้วยเครื่องเทศสมุนไพร นานถึง 5 ชั่วโมง มีทั้งพริกไทย น้ำผึ้ง กระเทียม ขมิ้น และอีกหลายอย่างจนหอมฟุ้งไปทั่ว ก่อนจะนำมาย่างแบบโบราณอีก 2 ชั่วโมง แม้จะไม่มีเตาอบแบบมืออาชีพ เด็กๆ ก็ประยุกต์ใช้การก่อไฟ ก่อฟืน และหมุนย่างด้วยมือตัวเองเป็นเวลา 2 ชั่วโมงเต็ม และรอชิมหมูย่างฝีมือตัวเองกันอย่างตื่นเต้น สนุกสนาน พร้อม ๆ กับคุณครูที่รอชิมฝีมือนักเรียน หั่นเนื้อหมูถึงหน้าเขียง

สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่หมูย่างเมืองตรัง ร้อนๆ ที่หอมอร่อยจากฝีมือตัวเอง แต่คือ บทเรียนชีวิต ที่สอนให้เด็กๆ รักสามัคคี เห็นคุณค่าของการทำปศุสัตว์ในโรงเรียน และเข้าใจว่าการเลี้ยงสัตว์สามารถนำไปสู่อาชีพและรายได้ในอนาคตได้

ภาพ/ข่าว : ทรงวุฒิ นาคพล จ.ตรัง