ศาลอนุมัติหมายจับ “สงกรานต์” มือยิงหนุ่มขับเก๋งดับบนทางด่วนหลบหนี

จากกรณีคนร้ายขับรถยนต์โตโยต้า รุ่นเวลไฟร์ สีขาว ทะเบียน 2กผ 7778 กรุงเทพมหานคร ประกบยิงคนขับรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า อัลติส เสียชีวิตบนทางพิเศษศรีรัช สาเหตุเกิดจากขับปาดหน้ากันมากับรถของผู้เสียชีวิตก่อนถึงด่านเก็บเงิน เมื่อถึงด่านเก็บเงินต่างคนต่างเข้าคนละช่อง แต่รถผู้ก่อเหตุจ่ายเงินแล้วกลับชะลอรถ แล้วขับประกบฝั่งขวา ก่อนใช้ปืนยิง 3 นัด แล้วขับหลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 23 ธันวาคม

ล่าสุดพบรถเวิลไฟร์ที่ใช้ก่อเหตุถูกนำไปจอดทิ้งไว้ในโรงแรมพื้นที่จังหวัดนครปฐม ขณะเดียวกันยังไม่ตัดทุกประเด็นทิ้ง แม้พยานชี้ชนวนเหตุจากความไม่พอใจระหว่างขับรถ และพบผู้ก่อเหตุเคยมีหมายจับคดีพยายามฆ่าเมื่อปี 2567 นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอนุมัติตามที่ สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ขอออกหมายจับ นายสงกรานต์ พานภู่ ผู้ต้องหากระทำความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่า, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน

โดยมีหลักฐานตามสมควรว่า นายสงกรานต์ มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี และก่อเหตุอันตรายประการอื่น ฉะนั้นให้จับกุมตัว นายสงกรานต์ อายุ 37 ปี ชาวชลบุรี เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ปิดม่าน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025”ประสบความสำเร็จทั้งมิติทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

ปิดม่าน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” มหาปรากฏการณ์ ส่องประกายริมสองฝั่งเจ้าพระยาอย่างสวยงาม ประสบความสำเร็จโดดเด่นทั้งมิติทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว หนุนธุรกิจรายรอบแม่น้ำเจ้าพระยาคึกคัก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ร่วมชมงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” ปรากฏการณ์แห่งแสง  สี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดโดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้การดำเนินงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปิดม่านมหาปรากฏการณ์ ส่องประกายริมสองฝั่งเจ้าพระยาอย่างสวยงาม รวมระยะเวลา 45 คืน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวยามค่ำคืนช่วงปลายปีคึกคัก เปลี่ยนแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นเวทีจัดแสดงอีเวนต์ระดับโลกที่ทุกคนไม่ควรพลาดการมาเยือน พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 5,500 ล้านบาท

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า มหาปรากฏการณ์ “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” ซึ่งจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 45 วัน บริเวณสถานที่สำคัญ ตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร นำเสนอความสวยงามวิจิตรตระการตาของแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีของการแสดงแสง สี เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านค้า โรงแรมและชุมชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะภาคธุรกิจเรือท่องเที่ยวและเรือโดยสาร ซึ่งมีอัตราการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วงการจัดงาน

ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์สำคัญที่เติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีให้มีชีวิตชีวา และมีสีสันมากยิ่งขึ้น ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ที่ช่วยสร้างประสบการณ์      การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแก่นักท่องเที่ยว และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปี โดยตลอดระยะเวลาของการจัดงานคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนกว่า 1.7 ล้านคน และจะสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจรวมกว่า 5.5 พันล้านบาท ซึ่งความสำเร็จของงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2025” สะท้อนศักยภาพของการใช้กิจกรรมระดับประเทศเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับการท่องเที่ยวไทยในสายตานานาชาติ พร้อมต่อยอดแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็น แลนด์มาร์กการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอีเวนต์ระดับโลกอย่างยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า การจัดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA”    ในปีนี้ ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยความร่วมมือของพันธมิตรจาก  ภาครัฐและเอกชนในการร่วมรังสรรค์การแสดงตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งหมด 15 จุดแสดง  โดยแต่ละจุดสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านแนวคิดและเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่แตกต่างกัน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้อีเวนต์เชิงวัฒนธรรมและเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย    ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง ทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการเรือ โรงแรม ร้านอาหารและชุมชนริมแม่น้ำอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดผลจริงในพื้นที่

ทั้งนี้ในปี 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. คาดว่าจะกำหนดจัดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2026”  ในวันที่ 12 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2569 โดยเตรียมยกระดับการจัดงานให้มีความยิ่งใหญ่ และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะนำเสนอเสน่ห์ความงดงามของแสงสีริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว จะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ไทย ผ่านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ ที่คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระตุ้นการใช้จ่ายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง

.

ปั้นเถ้าแก่น้อยทำ “หมูย่างเมืองตรัง”ต่อยอดอาชีพเชิงพาณิชย์ในอนาคต

โรงเรียนบ้านทุ่งส้มป่อย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ภายใต้การนำของ นางสาววาสนา ศรีเปาระยะ ผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่ได้มีแค่การเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ห้องเรียนแห่งนี้คือการเรียนรู้ชีวิตจริง ที่นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแกนหลัก ส่งเสริมให้นักเรียนรู้วิธี ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำนา และเลี้ยงหมู เพื่อเป็นทั้งอาหารกลางวัน และยังเป็น “ต้นทุนอาชีพ” ต่อยอดสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับนักเรียนในอนาคต

เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดอยู่ที่ “หมูขี้พร้า” ซึ่งเป็นหมูพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงง่าย เนื้อแน่น มันน้อย ทนทานต่อโรค ใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ก็จับขายได้ ในช่วงก่อนปิดเทอมผู้อำนวยการโรงเรียน ผุดไอเดียนำผู้ประกอบการหมูย่างจากตำบลลำภูรา อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง มาสอนกระบวนการทำหมูย่างตั้งแต่ต้นจนจบ

ก่อนหน้านี้โรงเรียนได้เงินบริจาคมาซื้อลูกหมู 4 ตัว มาเลี้ยง แต่ตายไป 2 ตัว ตอนนี้ขยายพันธุ์มีทั้งหมด 7 ตัว ปัจจุบันขยายเป็น 7 ตัว นักเรียนจะผลัดเปลี่ยนกันนำเศษข้าวจากอาหารกลางวัน พืชผัก รำข้าว หยวกกล้วย และเศษอาหารจากบ้านมาเลี้ยงหมู ซึ่งเป็นไปตามหลักการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดและประสบความสำเร็จ อีกทั้งเป็นแนวทางส่งเสริมอาชีพ ที่สำคัญนักเรียนได้เรียน รู้ “วงจรชีวิต” และ “ความรับผิดชอบ” ไปพร้อมๆ กัน

ถึงแม้ว่า “น้องมิว”และ“น้องซิม” นักเรียนชั้น ป.6 จะยอมรับว่า รู้สึกเสียใจที่หมูที่เลี้ยงมาถูกฆ่า แต่มองว่านี่คือการเข้าใจธรรมชาติของชีวิต ที่ว่าสัตว์เกิดมาเพื่อเป็นอาหาร และพวกเขาจะเลี้ยงหมูต่อไป เพื่อนำความรู้วิธีการให้อาหารมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในคลาสนี้นักเรียนทุกคนสนุกสนานกับการลงมือทำ! ตั้งแต่การจับหมู แล่เนื้อ หมักด้วยเครื่องเทศสมุนไพร นานถึง 5 ชั่วโมง มีทั้งพริกไทย น้ำผึ้ง กระเทียม ขมิ้น และอีกหลายอย่างจนหอมฟุ้งไปทั่ว ก่อนจะนำมาย่างแบบโบราณอีก 2 ชั่วโมง แม้จะไม่มีเตาอบแบบมืออาชีพ เด็กๆ ก็ประยุกต์ใช้การก่อไฟ ก่อฟืน และหมุนย่างด้วยมือตัวเองเป็นเวลา 2 ชั่วโมงเต็ม และรอชิมหมูย่างฝีมือตัวเองกันอย่างตื่นเต้น สนุกสนาน พร้อม ๆ กับคุณครูที่รอชิมฝีมือนักเรียน หั่นเนื้อหมูถึงหน้าเขียง

สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่หมูย่างเมืองตรัง ร้อนๆ ที่หอมอร่อยจากฝีมือตัวเอง แต่คือ บทเรียนชีวิต ที่สอนให้เด็กๆ รักสามัคคี เห็นคุณค่าของการทำปศุสัตว์ในโรงเรียน และเข้าใจว่าการเลี้ยงสัตว์สามารถนำไปสู่อาชีพและรายได้ในอนาคตได้

ภาพ/ข่าว : ทรงวุฒิ นาคพล จ.ตรัง

อาชีพที่หลายคนมองข้าม!”เพาะถั่วงอก”ลงทุนต่ำแค่หลักพันขายได้หลักหมื่นต่อเดือน

ลำปาง – ทุนต่ำทำเงินได้อย่างไม่น่าเชื่อ..เผย “ธุรกิจผลิตถั่วงอก” อีกหนึ่งอาชีพที่หลายคนมองข้าม คู่สามีภรรยาชาวลำปาง กั้นห้องแค่ 3×3 เมตร ลงทุนอุปกรณ์แค่หลักพัน แต่เก็บถั่วงอกขายได้ทุกวัน สร้างรายได้เริ่มต้นสูงถึง 27,000-30,000 บาท

ร้านขายของชำ อาหารตามสั่ง “ป้ารีนา” บริเวณใต้ต้นโพธิ์ภายในหมู่บ้านศรีหมวดเกล้า เลขที่ 486 ม.4 ตำบลชมพู อ.เมืองลำปาง มีการแบ่งพื้นที่เป็นห้องขนาด3×3 เมตร 1 ห้อง ปิดล้อมมิดชิด มีม่านประตูพลาสติกป้องกันแสง ซึ่ง “ซี กับ แซ้ง” คู่สามีภรรยา ใช้ห้องนี้เพาะถั่วงอกจำหน่าย สร้างรายได้เริ่มต้นมากอย่างไม่น่าเชื่อถึงเดือนละ 27,000-30,000 บาท

ซี เล่าว่า เคยทำธุรกิจสปาร้านนวด แต่ช่วงหลังธุรกิจเริ่มไม่ดี จึงกลับมาที่บ้านและมองหาธุรกิจทำ ซึ่งเดิมพี่ชายเริ่มเพาะถั่วงอกมาก่อน แต่ทำเพียงเล็กน้อย ตนจึงมาสานต่อและศึกษาจากผู้รู้ จนเห็นว่าการเพาะถั่วงอกเป็นธุรกิจที่หลายคนมองข้าม เพาะเห็นราคาถูก

แต่พอลองทำจึงรู้ว่า เป็นธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยทุนไม่มาก แค่หลักพัน แต่ได้เงินทุกวันเพราะเราต้องกินทุกวัน ไม่ว่าจะนำมาทำอาหาร ใช้ในร้านอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย ซึ่งถั่วงอกในตลาดที่ตนเจอก็ยังไม่ตอบโจทย์ที่ต้องการ จึงได้ศึกษากระบวนการผลิตเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต-จากผู้ที่เพาะถั่วงอกอยู่แล้ว จนมาลงตัวที่การเลือกเมล็ดถั่ว โดยใช้เมล็ดถั่วแขกพม่า ซึ่งจะได้ถั่วงอกที่อวบ ใหญ่ ยาว ขาว กรอบ อร่อย เก็บไว้ได้นานเกือบสัปดาห์ และที่สำคัญคือกระบวนการผลิตจะใช้น้ำทำให้สะอาดและปลอดภัย โดยใช้เพียงสารส้มมาล้างก่อนนำส่งลูกค้าเพื่อให้ถั่วงอกกรอบเท่านั้น

ขณะนี้ตนเพาะถั่วงอกจำนวน 7 ถัง เพาะหมุนเวียน เก็บวันละ 2 ถัง คือเก็บวันละ 60 กิโลกรัม จำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง กิโลกรัมละ 15 บาท ส่วนต้นทุนเมล็ดถั่วแขกพม่า ตกกิโลกรัมละ 15 บาท 1 กิโลกรัมจะได้ถั่วงอกประมาร 10-15 กิโลกรัม 1 ถังจะใช้เมล็ดประมาณ 2-2.5 กิโลกรัม น้ำใช้ระบบน้ำธรรมชาติ มีการวัดค่า PH ของน้ำประมาณ 4-5 ก่อนนำมาใช้ และทุก 2 ชั่วโมงก็จะพ่นน้ำโดยใช้ระบบไทม์เมอร์ตั้งเวลาพ่นน้ำเอง และต้องเปลี่ยนน้ำทุกวัน ทำให้การเจริญเติบโตได้ดี-ลำต้นสม่ำเสมอกัน

แต่ละวันก็จะเก็บถั่วงอก 60 กิโลกรัม ส่งลูกค้าประจำ 50 กิโลกรัม อีก 10 กิโลกรัม สำหรับจำหน่ายให้กับลูกค้าในหมู่บ้านที่มาซื้อที่ร้านเพื่อนำไปทำอาหาร ซึ่งในช่วงนี้กำลังวางแผนการผลิตเพิ่มในช่วงปีใหม่ อีกประมาณวันละ 30-40 กิโลกรัม โดยจะทำเป็น 2 ชั้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

สำหรับใครที่อยากหาอาชีพเสริม ตนอยากแนะนำลองศึกษาและทำถั่วงอกดู เพราะทำง่ายลงทุนเริ่มต้นประมาณ5-6 พันบาท ก็จะได้ถังเพาะถั่วงอกประมาณ 3 ถัง เมล็ดถั่ว อุปกรณ์เสริม สามารถเริ่มผลิตได้วันละประมาณ 30 กิโลกรัม หากตลาดดีก็ค่อยขยายถังเพาะเพิ่ม

ยืนยันว่าตลาดสำหรับถั่วงอกยังมีความต้องการอีกมาก หากถั่วงอกสวย มีคุณภาพก็จะหาตลาดได้ไม่ยาก จึงอยากให้ลองหันมาลองทำดู ส่วนลูกค้าที่ต้องการถั่วงอกสวยๆปลอดภัย ใหญ่ ยาว ขาว อวบ กรอบ หวาน อร่อย เก็บได้นาน ลองแวะมาซื้อได้ที่ ถั่วงอกต้นโพธิ์ บ้านศรีหมวดเกล้า รับรองไม่ผิดหวังแน่

.

กระเทียมเถื่อนทะลัก นรข.มุกดาหารสกัดจับลักลอบขนข้ามโขงยึดของกลาง 130 กระสอบ

นรข.มุกดาหารสกัดจับแก๊งลักลอบขนกระเทียมเถื่อนที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านนาโปน้อย ยึดของกลางจำนวน 130 กระสอบ น้ำหนัก 3,900 กิโลกรัม มูลค่าราคากระสอบละ 2,000 บาท

นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร พร้อมด้วยตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ด่านศุลกากรมุกดาหาร และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แถลงผลตรวจยึดกระเทียมแห้ง จำนวน 130 กระสอบ น้ำหนัก 3,900 กิโลกรัม พร้อมด้วยเรือเหล็กพร้อมเครื่องติดท้าย จำนวน 1 ลำ ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านนาโปน้อย ถนนสำราญชายโขง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

หลังได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร สิ่งผิดกฎหมาย และแรงงานต่างด้าว จึงได้สนธิกำลังออกลาดตระเวน สกัดกัน ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ขณะลาดตระเวน เจ้าหน้าที่พบเรือเหล็กต้องสงสัยแล่นมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาจอดเทียบท่าริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งไทย โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 8-10 คน ช่วยกันลำเลียงกระสอบบางอย่างขึ้นจากเรือ เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มชายดังกล่าวได้ทิ้งของกลางทั้งหมด วิ่งหลบหนีอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่ หลบหนีไป

จากการตรวจสอบ พบกระเทียมแห้งบรรจุกระสอบ จำนวน 130 กระสอบ น้ำหนัก 3,900 กิโลกรัม มูลค่าราคากระสอบละ 2,000 บาท มีมูลค่า 260,000 บาท(สองแสนหกหมื่นบาท) เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหานำเข้าสินค้าต้องกำกัดโดยไม่ผ่านการตรวจจากเจ้าพนักงาน และลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

สวนไผ่ต้องตรัง!ตลาดฐานรากกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน จุดเช็คอินแห่งใหม่

ตรัง – สองสามีภรรยาลงทุนสร้างฝันล้มต้นยางบนเนื้อที่ 8 ไร่ หันมาปลูกต้นไผ่ เพื่อสร้างเป็น “ตลาดสวนไผ่ต้องตรัง” ตลาดสวนไผ่แห่งแรกของจังหวัดตรัง สนับสนุนพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าชุมชนมาจำหน่ายและเป็นจุดเช็คอินใหม่ ยผลตอบรับดีเกินคาดนักท่องเที่ยวใกล้ไกลแห่ไปเยือนทุกวัน

นายฐาดิลก และ นางรุ่งวสุ ราชพลี สองสามีภรรยาวัย 46 ปีเท่ากัน ได้ช่วยกันทุ่มเทสร้างความฝันให้กลายมาเป็นความจริงนับตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ด้วยการลงทุนล้มต้นยางพาราในเนื้อที่ 8 ไร่ บริเวณหมู่ที่ 6 บ้านเกาะบก ต.นาท่ามเหนือ อ.เมือง จ.ตรัง เพื่อปลูกต้นไผ่ซางนวล (ไผ่ป่า) ลงไปจำนวนกว่า 200 กอ เพียงเพื่อต้องการนำพื้นที่แห่งนี้มาสร้างเป็นตลาดเชิงธรรมชาติ และระหว่างนั้นก็ได้เปิดเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสถานที่ทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งเมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จึงได้ตัดสินใจเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด โดยใช้ชื่อว่า “ตลาดสวนไผ่ต้องตรัง” ตลาดสวนไผ่แห่งแรกแห่งเดียวของจังหวัดตรัง

สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้นทั้งสองสามีภรรยาได้เดินทางไปเที่ยวยังจังหวัดต่างๆ ข้างเคียงอยู่บ่อยครั้ง และพบว่าตลาดสวนไผ่ ถือเป็นหนึ่งในตลาดยอดนิยมที่มีชาวตรังไปเยือนในแต่ละปีจำนวนมาก นั่นจึงเป็นที่มาของการวางแผนสร้างตลาดสวนไผ่ในพื้นที่บ้านเกิดอย่างจริงๆ จังๆ แม้ในช่วงแรกจะมีบางคนมองในมุมที่ต่างกันออกไป แต่เพียงแค่ 3 เดือนหลังจากกี่เปิดตัวก็ได้รับความสำเร็จอย่างล้มหลาม โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวตรังและจังหวัดข้างเคียง เช่น กระบี่ พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เข้ามาเที่ยวชมทุกเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ยวันละ 700-1,000 คน

สำหรับพื้นที่ภายใน “ตลาดสวนไผ่ต้องตรัง” จะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ได้แก่ โซนงานเวิร์คช็อป อาทิ พิซซ่า บาติก ครัวจิ๋ว ของเล่น ส่วนโซนอาหาร-เครื่องดื่ม ก็จะเน้นเพียงแค่เมนูละหนึ่งเดียว ห้ามซ้ำกัน เพื่อต้องการความเป็นเอกลักษณ์ แต่หลากหลาย แบบมาจบครบที่เดียว โดยมีราคาขายเริ่มต้นที่เมนูละ 5 บาทขึ้นไป ซึ่งล่าสุดมีประมาณ 60 ร้าน และเตรียมขยายเพิ่มเป็น 100 ร้าน ขณะที่โซนกลาง ก็เน้นเวทีการแสดงเพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลาย อาทิ ร้องเพลง เล่นดนตรี โดยมีนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ หมุนเวียนกันมาจัดกิจกรรม ซึ่งทางตลาดก็เอื้อพื้นที่สถานที่ให้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนโซนท้ายสุดของตลาดก็คือ โซนแอดเวนเจอร์ ด้วยการขับรถ ATV เที่ยวชมตลาดโดยรอบ ในราคาเริ่มต้นที่ 100 บาท และในอนาคตก็เตรียมขยายพื้นที่ด้านหลัง เพื่อให้มีกิจกรรมทางน้ำเพิ่มขึ้น หวังเอาใจสายผจญภัย เนื่องจากมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดไว้นานแล้ว รวมทั้งจัดระบบการจอดรถเพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความสะดวกมากขึ้น โดยอาจจะมีการจัดรถรับส่งเป็นจุดๆ ไป

ที่สำคัญก็คือ มีนโยบายเปิดให้เที่ยวชมภายในตลาดฟรีไปตลอด แถมยังมีการจัดโปรแจกฟรีให้นักท่องเที่ยวอีกมากมายด้วย เพื่อหวังให้ตลาดสวนไผ่แห่งนี้ติดอยู่ในหนึ่งจุดเช็คอินของจังหวัดที่ต้องมาเยือน และเป็นตลาดสวนไผ่ที่สร้างขึ้นโดยชาวตรังอย่างแท้จริง แถมยังอยู่ใกล้กับตัวเมืองตรังด้วย

เขมรคลั่งรัวยิงจรวด BM-21 ถล่มผามออีแดงยับ บ้านเรือนพลเรือนเสียหายหนัก

ทหารเขมรคลั่งหนักรัวยิงจรวด BM-21 ถล่มอาคารนักท่องเที่ยวผามออีแดง อช.เขาพระวิหาร พังยับ บ้านเรือนชาวบ้านเสียหายหลายหลัง

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ได้มีลูกจรวด BM-21 และลูกกระสุนปืนใหญ่ไม่ทราบขนาด ของฝ่ายทหารกัมพูชา ตกลงมาในฝั่งไทย ทำให้อาคารจุดท่องเที่ยวผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พังถล่มลงมาทั้งหลัง บังเกอร์ได้รับความเสียหาย ครัวทำอาหารพัง กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

นอกจากนี้บ้านของพลเรือนในพื้นที่ ต.เสาธงชัย ชายแดนไทย-กัมพูชา ถูกจรวด BM-21 ตกใส่จนพังเสียหายหลายหลังเช่นเดียวกัน ส่วนเจ้าของบ้านและคนในครอบครัว ได้อพยพไปอยู่บ้านญาติและศูนย์ผู้พักพิงแล้วก่อนหน้านี้

ขณะนี้ยังมีการใช้อาวุธปืนหนัก ยิงใส่กันอย่างต่อเนื่องระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยิงแต่อย่างใด… 

เรื่องเล่าทหารกล้า “จ่าเริง”วีระบุรุษผู้ไม่ทิ้งที่มั่น ณ เนิน 350 ปราสาทตาควาย

ทหารไทยเพื่อนร่วมรบกับ “จ่าเริง” วีระบุรุษเนิน 350 เล่าให้ฟังว่า ….

“จ่าเริง”จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน นำธงชาติมาผูกคอคลุมหลังเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจก่อนเข้าตีเนิน 350 และได้พลีชีพเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติไทย

4 วันผ่านไปธงชาติผืนนี้ยังคงอยู่บนหลังศพของจ่าเริงแต่เป็นธงชาติที่มีรูพรุนอันเกิดจากกระสุนปืนของข้าศึก เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแห่งความรักชาติของจ่าเริงที่แห้งกรังติดอยู่บนผืนธงไตรรงค์

รูพรุนบนธงชาติประกาศให้โลกรู้ว่าทหารไทยทุกนายพร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยไว้ให้ลูกหลานได้มีแผ่นดินยืนเหยียบ 

“ไปสู่สุขคติเถิดนะจ่าเริงวีระบุรุษเนิน 350 ชื่อของท่านความกล้าหาญของท่าน เกียรติยศและศักดิ์ศรีของท่านจะอยู่ในความทรงจำของคนไทยผู้รักชาติไปตราบนานเท่านาน

Cr. นาวาโท กีรติ เทศเจริญ (ผู้พันพอเพียง)

สดุดีทหารกล้า “พลฯ ธนพัฒน์ นันทะวงศ์” วีรบุรุษบ้านหนองจาน

สดุดี “น้องไอน้ำ” ทหารกล้าผู้เสียสละรายที่ 23
• วีรบุรุษ: “น้องไอน้ำ” หรือ
  พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์
.
 “ลูกหลานชาวอำนาจเจริญ 
  สังกัด ร.2 พัน.3 รอ”
• ภารกิจสุดท้าย: น้องยอมสละชีวิต
  วัยรุ่น ทิ้งวุฒิการศึกษามาเป็นทหาร
  และทำหน้าที่

  ลาดตระเวนเฝ้าชายแดนไทย-กัมพูชา 
  บ้านหนองจาน จ.สระแก้วติดต่อกัน
  ยาวนานถึง 15 วัน 15 คืน
• น้องเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่
   ปกป้องอธิปไตย 
.
  “เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 68 นับเป็น
   ทหารรายที่ 23 ของปีนี้ที่พลีชีพเพื่อชาติ“

• น้องคือต้นแบบของความเด็ดเดี่ยว
 ที่เลือกทำเพื่อส่วนรวมจนวินาทีสุดท้าย
 หลับให้สบายนะน้องไอน้ำ…
 ขอบคุณที่ดูแลพวกเรานะครับ

กสทช. ตรวจค้นโกดังย่านปทุมธานยึดโดรนไม่มีใบอนุญาต 1,839 เครื่อง

กสทช. สนธิกำลังสอท2 เจ้าหน้าที่สรรพมิตร ศุลกากรและสคบ.เข้าตรวจโกดังย่านปทุมธานียึดโดรนไม่มีใบอนุญาต  จำนวน 1,839เครื่อง และแบตเตอรี่ จำนวน 704 ชิ้น

เจ้าหน้าที่ กสทช.พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ (สอท 2) ,เจ้าหน้าที่สรรพสามิต,เจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่ สคบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ได้ร่วมกันนำหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี  เข้าตรวจคค้นบริเวณโกดังแห่งหนึ่ง ใน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และได้พบกับ นายธนธร (สงวนนามสกุล) ผู้ครอบครองดูแลสถานที่ดังกล่าวพาตรวจตค้น พบ ของกลางจำนวน 16 รายการ  แยกเป็น

1.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น X30 จำนวน 296 เครื่อง
2.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น X31 จำนวน 20 เครื่อง
3.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น X39-6 จำนวน 200 เครื่อง
4.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น X40 จำนวน 30 เครื่อง
5.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น P30 Pro จำนวน 163 เครื่อง
6.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น P40 Pro จำนวน 423 เครื่อง
7.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น NOVA 7 จำนวน 28 เครื่อง
8.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น VIVO Y19 จำนวน 1 เครื่อง

9.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น Y50 จำนวน 13 เครื่อง
10.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท โทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบ/รุ่น ไม่ปรากฏ (รวม) จำนวน 95 เครื่อง
11.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท 4G ROUTER จำนวน 151 เครื่อง
12.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท POCKET WIFI จำนวน 109 เครื่อง
13.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท 4G ANTANNA จำนวน 75 เครื่อง
14.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท WINDBAND ANTANNA จำนวน 21 เครื่อง
15.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท GPS TRACKER จำนวน 3 เครื่อง
16.เครื่องวิทยุคมนาคม ประเภทอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) จำนวน 1,849 เครื่อง และแบตเตอรี่
จำนวน 704 ชิ้น

โดยได้ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่าได้มีการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับของกลาง ที่ตรวจยึดทั้ง 16 รายการแต่อย่างใด จึงได้ตรวจยึดมาส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวงเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และอาจถูกดำเนินคดีในข้อหา มี นำเข้า และค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป