“ผัวเมียไทยจอร์แดน“ร้องถูกหนุ่มอิรัก ใช้เอกสารปลอม หลอกเช่าบ้าน-ลงทุนกิจการที่พัทยาสูญกว่า 1.8 ล้านบาท

สอง“ผัวเมียไทยจอร์แดน“ร้องกองปราบฯ ช่วย ถูกหนุ่มอิรัก ใช้เอกสารปลอม หลอกเช่าบ้าน-ลงทุนกิจการที่พัทยา เสียหายกว่า 1.8 ล้านบาท

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 พ.ย. 68 ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ อดีต สห.ทอ. พา “น.ส.บี” อายุ 39 ปี สาวไทยผู้เสียหายพร้อมสามีชาวจอร์แดน ได้เดินทางเข้าร้องขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางและให้คำปรึกษาทางกฎหมาย หลังถูกชาวต่างชาติสัญชาติอิรัก ถือพาสปอร์ตออสเตรเลีย ซึ่งมีแฟนเป็นผู้หญิงชาวไทย ปลอมแปลงเอกสารและลายเซ็น หลอกให้เช่าบ้านพักทำออฟฟิศ และร่วมลงทุนทำกิจการในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

น.ส.บี เปิดเผยว่า ตนเองได้เปิดร้านกาแฟอยู่ที่พัทยา และถูกชาวต่างชาติรายนี้ซึ่งมีแฟนเป็นคนไทย หลอกลวงให้ร่วมลงทุนและเช่ากิจการ โดยมีการปลอมแปลงเอกสารและลายเซ็นในการดำเนินการต่างๆ จนทำให้ตนเองได้รับความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 1,800,000 บาท (หนึ่งล้านแปดแสนบาทถ้วน) นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังระบุว่า บางครั้งยังถูกข่มขู่ ทำให้รู้สึกหวาดระแวงและไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

เริ่มต้นจากตนได้ไปติดต่อขอเช่าพื้นที่เล็กๆ ทำร้านกาแฟในบ้านไม้สองชั้น กลางซอยเคพีเอ็น ก่อนเมื่อ ปี 2565 จากสองสามีชาวอิรัก ภรรยาคนไทย ที่พักอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ เขาบอกว่าเช่าเจ้าของคนไทยมาตั้งแต่ปี 2563 ตนทำร้านกาแฟเรื่อยมามีลูกค้ามาอุดหนุนจนกิจการดี สองผัวเมียอิรัก เห็นว่าตนค้าขายดีกิจการรุ่งเรือง เสนอให้เช่าทั้งหลัง จึงตัดสินใจตกแต่งปรับปรุงหมดค่าใช้จ่ายไป 3 ล้านบาท มีการขายช่วงเช่าต่อ และเรียกเก็บค่าเช่าเดือนละ 5 หมื่นกว่า ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกต่างหาก

ต่อมาสองผัวเมียอิรัก มาแจ้งว่าเจ้าของบ้านต้องการขายบ้านราคา 10 ล้าน ก่อนจะมีนำเอกสารปลอมลายเซ็นเจ้าของบ้านตัวจริงมาหลอกตน เจ้าของบ้านตัวจริงมารู้เรื่องภายหลัง บอกให้เช่าเดือนละ 2.5 หมื่นบาท ไม่คิดจะขายบ้านเลย

“หนูโดนปลอมแปลงเอกสารและลายเซ็นมาหลอกให้เช่าและลงทุนทำกิจการ นอกจากนี้บางครั้งก็โดนข่มขู่จนหนูรู้สึกหวาดระแวงและไม่ปลอดภัย” น.ส.บี กล่าวด้วยความทุกข์ใจ

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่บ้านเลขที่ 31 ม.10 เมืองพัทยา หนองปรือ บางละมุง ชลบุรี โดยหลังจากทราบเรื่องและพบความผิดปกติ น.ส.บีได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา (สภ.เมืองพัทยา) แล้ว เมื่อ 5 พ.ย. ก่อนพนักงานสอบสวนเรียกตนและคู่กรณีไปพบเพื่อเจรจาเมื่อวานนี้(20 พ.ย.) ตนต้องการค่าเสียหายทั้งหมดที่โอนผ่านบัญชีของสามีชาวอิรัก จำนวนรวม 1.8 ล้านบาท ก่อนเจรจาลดลงมาที่ 6.6 แสนบาท กับทรัพย์สินอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน แต่สองสามีชาวอิรักยอมจ่ายแค่ 1 แสนบาท เท่านั้น ถ้าต้องการมากกว่านี้ให้ไปฟ้องร้องเอาเอง

ตนได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่สามารถประกอบธุรกิจร้านกาแฟได้ เพราะคู่กรณีเปิดร้านอยู่ติดกันพยายามมาก่อกวน ทั้งข่มขู่คุกคาม อ้างรู้จักหลักผู้ใหญ่เยอะ

เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนและมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องการความช่วยเหลือในการติดตามคดีและปรึกษาแนวทางกฎหมายเพิ่มเติม น.ส.บี จึงได้มาร้องทุกข์ต่อจ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ พาเข้าปรึกษาข้อกฎหมายกับกองบังคับการปราบปราม (กองปราบปราม) เพื่อให้ความเป็นธรรม

เอ็มดี “รัชต์ชวพร สุทธิพัฒน์โสภณ” ประกาศเดินหน้าบทบาทใหม่ ตอกย้ำมาตรฐานการเรียนบัญชี–ภาษีแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจSME

“อาจารย์รัชต์ชวพร สุทธิพัฒน์โสภณ” หรือ ครูออยลี่ (Orly YOU) ประกาศเดินหน้า ” โรงเรียนเออาร์พีการบัญชี”  ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนเออาร์พีการบัญชี ภายใต้สโลแกน“โรงเรียนสอนการจัดทำบัญชีภาคปฏิบัติแบบมืออาชีพและมีความรับผิดชอบต่อสังคม” อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำมาตรฐานการเรียนบัญชี–ภาษีแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจSME

โรงเรียนเออาร์พีการบัญชี ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ อาจารย์รัชต์ชวพร สุทธิพัฒน์โสภณ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารซึ่งต้องการนำเสนอ “ระบบการเรียนบัญชี–ภาษีจากเอกสารจริง ที่เข้าใจง่าย ใช้งานได้จริง และมีจรรยาบรรณ” ด้วยจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญกว่า 20 ปีในการสอนบัญชีภาคปฏิบัติ การเขียนหนังสือ การให้คำปรึกษาทางด้านบัญชีและภาษี และการสร้างองค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบ การไทย เป้าหมายของโรงเรียนเออาร์พีการบัญชี  คือ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้ตลาดผู้ประกอบการ และเสริมฐานรากเศรษฐกิจไทยให้แข็งแรงบนมาตรฐานบัญชีและภาษีสำหรับกลุ่มนักธุรกิจ SME ที่ถูกต้อง

⭐ผู้นำผู้คร่ำหวอดในวงการบัญชี–ภาษีกว่า 20 ปี

อาจารย์รัชต์ชวพร สุทธิพัฒน์โสภณ มีประสบการณ์จริงทั้งภาคปฏิบัติและภาคการศึกษา ผ่านบทบาท
•ผู้สอนบัญชีภาคปฏิบัติ
•วิทยากรผู้พัฒนา SME
•ที่ปรึกษาด้านบัญชี–ภาษี
•นักเขียนหนังสือด้านบัญชี–ภาษี และแรงบันดาลใจ
•ผู้บริหารสถานศึกษานอกระบบ

ตลอดเส้นทาง เธอร่วมงานกับพันธมิตรชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมการันตีด้วยรางวัลสำคัญ เช่น
•โล่รางวัลผู้ส่งเสริมเยาวชนยอดเยี่ยมด้านบัญชี (THAILAND KIDS AWARDS 2024) จากชมรมพัฒนาธุรกิจและทรัพยากรมนุษย์
•โล่และใบประกาศครูผู้สอนดีเด่น (2565–2568) จาก จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกระทรวงศึกษาธิการ
•โล่และใบประกาศผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น (2566–2568) จาก จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกระทรวงศึกษาธิการ
•รางวัล “ตราชั่งทองคุณธรรม” 2568 จาก สมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (สว.นท)
•รางวัล “คนดีของแผ่นดิน” 2568 จากโครงการจรรโลงพระพุทธศาสนา ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม
•รางวัล “เกียรติคุณผู้นำการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนเอกชนนอกระบบด้วยคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ” 2568 จากสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ APANE

⭐แรงบันดาลใจสำคัญในการก่อตั้ง “โรงเรียนเออาร์พีการบัญชี”

เกิดจากประสบการณ์จริงที่พบว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดความรู้พื้นฐานด้านบัญชี–ภาษี นำไปสู่ความเสี่ยงทางธุรกิจโดยไม่รู้ตัว

⭐คำประกาศจากหัวเรือใหญ่ของบริษัทฯ

อาจารย์รัชต์ชวพร สุทธิพัฒน์โสภณ กล่าวว่า “จากประสบการณ์สอนผู้ประกอบการหลายพันธุรกิจ ได้สัมผัสปัญหาจริงของคนทำธุรกิจที่ไม่รู้บัญชี–ภาษี  คำถามคือ ‘เราจะช่วยให้ SME เข้าใจบัญชีได้ง่ายที่สุด แต่ถูกต้องที่สุดได้อย่างไร?’ หากเราช่วยยกระดับและเผยแพร่ความรู้นี้อย่างถูกต้อง ธุรกิจไทยจะเข้มแข็งอย่างมหาศาล” 

เมื่อเล็งเห็นช่องว่างทางการตลาดด้านความรู้บัญชีที่เข้าถึงง่าย เธอจึงตัดสินใจพัฒนาระบบการเรียนบัญชี–ภาษีแบบใหม่ ที่ผสานทั้งประสบการณ์ภาคปฏิบัติ เนื้อหาทันสมัย และจริยธรรมวิชาชีพอย่างครบถ้วน

⭐ การพัฒนาความรู้สู่มาตรฐานสากล

โรงเรียนเออาร์พีฯ ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของการสร้างองค์ความรู้ที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “บัญชีภาคปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ SME” ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ “สอนง่าย เข้าใจเร็ว ใช้ได้จริง และถูกต้องตามกฎหมาย”
องค์ความรู้นี้ถูกนำมาพัฒนาผ่านกระบวนการออกแบบหลักสูตรที่พิถีพิถัน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญมาตรฐาน พร้อมเปิดบริการครบวงจร เช่น

•หลักสูตรการจัดทำบัญชีธุรกิจ 60 ชั่วโมง  และอีก  8 หลักสูตรที่ได้รับรองหลักสูตรจากสำนักงาน
 คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกระทรวงศึกษาธิการ
•บริการที่ปรึกษาธุรกิจ
•ระบบวางระบบเอกสาร
•อบรมบุคลากรบัญชีในองค์กร

นอกจากนี้ยังเปิดตัวหนังสือ (2568) จำนวน 2 เล่มด้วยกัน เช่น
“แก้วนี้…มีฝัน” (เหมาะกับหนังสือบัญชีและภาษีสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ)
“แชท GPT เพื่อนคู่คิดในทุกวัน” (เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มใช้แชทGPT แบบคำสั่งพื้นฐาน)

⭐ “ความต่างคือพลัง” – กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ

แม้การพัฒนาระบบการเรียนรู้ใหม่จะเผชิญคำถามจากหลายฝ่าย แต่ อาจารย์รัชต์ชวพร สุทธิพัฒน์โสภณ  ยังคงยึดมั่นในแนวคิด “ความต่างคือพลัง”เพราะเชื่อว่าการกล้าสร้างสิ่งใหม่คือกุญแจสำคัญของตลาดอนาคต

ปัจจุบัน โรงเรียนเออาร์พีการบัญชี เริ่มได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว และกำลังขยายบริการไปสู่ SME,ภาคการศึกษา และองค์กรทุกระดับ รวมถึงการจัดทำหนังสือที่จะเผยแพร่เร็ว ๆ นี้

⭐ ธรรมาภิบาลระบบควบคุมภายในเทียบเท่า 5 ดาว 

โรงเรียนเออาร์พีการบัญชี  ผ่านการประเมินการกำกับดูแลกิจการของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกระทรวงศึกษาธิการ ระดับ ดีมาก ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน และสะท้อนคุณภาพความโปร่งใส และจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน โรงเรียนกำหนดนโยบายด้านความโปร่งใสชัดเจนสำหรับ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน พร้อมมุ่งมั่นสร้างฐานธุรกิจการศึกษาที่
มั่นคงและเป็นมิตรต่อสังคม

⭐ คำกล่าวปิดท้ายของรัชต์ชวพร

“สำหรับโรงเรียนเออาร์พีการบัญชี ไม่ใช่แค่แบรนด์บัญชี แต่เป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับความรู้บัญชี–ภาษีของคนไทยที่เริ่มทำธุรกิจ เราเชื่อว่า ความรู้ที่ถูกต้อง สามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนธุรกิจ และเปลี่ยนประเทศได้จริง”
ติดตามความเคลื่อนไหว
Facebook / Instagram / arpaccountingschool
TikTok: @arpaccounting
LINE: @arpaccounting
Website: www.arpaccounting.com และ WWW.arpaccountingschool.ac.th

“บิ๊กพวง”มอบ 4 นโยบายหลักลุยขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน “อำเภอพึ่งได้”

“บิ๊กพวง” อธิบดีกรมการปกครอง  มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้” (DOPA 2026: Better Together) ย้ำ! ขับเคลื่อนงานรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม ยึดประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน เป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568.นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ “บิ๊กพวง” อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานการประชุมกรมการปกครอง ครั้งที่ 11/2568 เพื่อมอบแนวทางการปฏิบัติราชการแก่ผู้บริหารส่วนกลาง ปลัดจังหวัด และนายอำเภอทั่วประเทศ  ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย  กรุงเทพฯ

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า สำหรับการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนกรมการปกครอง คือการให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานของสถาบันสำคัญของชาติซึ่งมีสถาบันชาติ สถาบัน ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้ การนำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” 

กรมการปกครองจึงได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้ (DOPA 2026: Better Together)”เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมตาม 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่

1) รักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ บูรณาการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. สมาชิก อส. และหน่วยงานความมั่นคง ดูแลความปลอดภัยในทุกมิติ เข้มงวดจัดระเบียบสังคม ปราบปรามอาชญากรรม แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบ Re X-ray ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัย

2) พัฒนางานบริการประชาชนให้ทันสมัยและเป็นเลิศ ผลักดันบริการภาครัฐสู่ Digital Service ยกระดับงานทะเบียน งานอนุมัติ–อนุญาต และศูนย์ดำรงธรรม ให้สะดวก ทันสมัย และเข้าถึงง่าย พร้อมเดินหน้ามาตรฐาน GECC และแนวคิด “อำเภอยิ้ม” เพื่อมอบประสบการณ์บริการที่ดีที่สุดแก่ประชาชน

3) ส่งเสริมงานอำนวยความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตประชาชน เสริมบทบาทศูนย์ดำรงธรรมอำเภอในการแก้ไขปัญหาร้องทุกข์ สนับสนุนคณะกรรมการหมู่บ้าน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เร่งแก้ปัญหาสัญชาติ–สถานะบุคคล เพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านท่องเที่ยว และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง

4) ยกระดับบุคลากร ระบบการทำงาน และองค์กรให้ทันสมัย พัฒนาบุคลากรฝ่ายปกครองสู่ผู้นำพื้นที่ในบทบาท Area Manager 1+19 ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย พัฒนาระบบข้อมูล และผลักดันองค์กรสู่การทำงานแบบดิจิทัล เพื่อให้ทันต่อภารกิจในปัจจุบันและอนาคต

โดยแนวคิด “อำเภอพึ่งได้” คือเป้าหมายสำคัญของกรมการปกครอง โดยมีนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองในพื้นที่เป็นกำลังหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน สูตรการทำงานให้สำเร็จ คือรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม ภายใต้แนวคิด 3 p ดังนี้

Place: สถานที่ เราจะมุ่งพัฒนาเชิงกายภาพของสถานที่ให้บริการประชาชน ให้มีมาตรฐานสากล สวยงาม สะอาด สะดวก สบาย

Personnel: บุคลากร เราจะมุ่งพัฒนาบุคลากรฝ่ายปกครองทุกระดับให้สมาร์ท น่าเคารพเชื่อถือ เป็นที่พึ่งของประชาชน เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพและสวัสดิการ ต้องชัดเจน ปรับปรุงรูปแบบและหลักสูตรการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรในด้านต่าง ๆ เพื่อให้มี การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทันต่อการเปลี่ยนแปลง

Process: กระบวนการทำงาน เราจะมุ่งปรับปรุงระบบการทำงาน แก้ไขกฎหมาย
ระเบียบที่มีความล้าสมัย ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน พัฒนาระบบฐานข้อมูลในการทำงาน ยกระดับสู่ Digital Service

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติม  “หัวใจของกรมการปกครองอยู่ที่พื้นที่ ผมให้ความสำคัญกับภูมิภาค กับผลงานในพื้นที่ ดังนั้น ส่วนกลางต้องทำงานเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับคนภูมิภาค สำคัญ เราต้องทำงานกับ ทุกกรม ทุกกระทรวง แสวงหาความร่วมมือ เพื่อทำงานให้ได้  โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้วยหลัก รวดเร็ว  ถูกต้อง เป็นธรรม  ร่วมมือกันทำงานให้เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ผมจะสนับสนุนพวกเราอย่างเต็มที่

“บิ๊กพวง”มอบ 4 นโยบายหลักลุยขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน “อำเภอพึ่งได้”

“บิ๊กพวง” อธิบดีกรมการปกครอง  มอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้” (DOPA 2026: Better Together) ย้ำ! ขับเคลื่อนงานรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม ยึดประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน เป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568.นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ “บิ๊กพวง” อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานการประชุมกรมการปกครอง ครั้งที่ 11/2568 เพื่อมอบแนวทางการปฏิบัติราชการแก่ผู้บริหารส่วนกลาง ปลัดจังหวัด และนายอำเภอทั่วประเทศ  ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย  กรุงเทพฯ

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า สำหรับการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนกรมการปกครอง คือการให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานของสถาบันสำคัญของชาติซึ่งมีสถาบันชาติ สถาบัน ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้ การนำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” 

กรมการปกครองจึงได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้ (DOPA 2026: Better Together)”เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมตาม 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่

1) รักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ บูรณาการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. สมาชิก อส. และหน่วยงานความมั่นคง ดูแลความปลอดภัยในทุกมิติ เข้มงวดจัดระเบียบสังคม ปราบปรามอาชญากรรม แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบ Re X-ray ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัย

2) พัฒนางานบริการประชาชนให้ทันสมัยและเป็นเลิศ ผลักดันบริการภาครัฐสู่ Digital Service ยกระดับงานทะเบียน งานอนุมัติ–อนุญาต และศูนย์ดำรงธรรม ให้สะดวก ทันสมัย และเข้าถึงง่าย พร้อมเดินหน้ามาตรฐาน GECC และแนวคิด “อำเภอยิ้ม” เพื่อมอบประสบการณ์บริการที่ดีที่สุดแก่ประชาชน

3) ส่งเสริมงานอำนวยความเป็นธรรมและคุณภาพชีวิตประชาชน เสริมบทบาทศูนย์ดำรงธรรมอำเภอในการแก้ไขปัญหาร้องทุกข์ สนับสนุนคณะกรรมการหมู่บ้าน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เร่งแก้ปัญหาสัญชาติ–สถานะบุคคล เพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านท่องเที่ยว และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง

4) ยกระดับบุคลากร ระบบการทำงาน และองค์กรให้ทันสมัย พัฒนาบุคลากรฝ่ายปกครองสู่ผู้นำพื้นที่ในบทบาท Area Manager 1+19 ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย พัฒนาระบบข้อมูล และผลักดันองค์กรสู่การทำงานแบบดิจิทัล เพื่อให้ทันต่อภารกิจในปัจจุบันและอนาคต

โดยแนวคิด “อำเภอพึ่งได้” คือเป้าหมายสำคัญของกรมการปกครอง โดยมีนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองในพื้นที่เป็นกำลังหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน สูตรการทำงานให้สำเร็จ คือรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม ภายใต้แนวคิด 3 p ดังนี้

Place: สถานที่ เราจะมุ่งพัฒนาเชิงกายภาพของสถานที่ให้บริการประชาชน ให้มีมาตรฐานสากล สวยงาม สะอาด สะดวก สบาย

Personnel: บุคลากร เราจะมุ่งพัฒนาบุคลากรฝ่ายปกครองทุกระดับให้สมาร์ท น่าเคารพเชื่อถือ เป็นที่พึ่งของประชาชน เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพและสวัสดิการ ต้องชัดเจน ปรับปรุงรูปแบบและหลักสูตรการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรในด้านต่าง ๆ เพื่อให้มี การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องทันต่อการเปลี่ยนแปลง

Process: กระบวนการทำงาน เราจะมุ่งปรับปรุงระบบการทำงาน แก้ไขกฎหมาย
ระเบียบที่มีความล้าสมัย ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน พัฒนาระบบฐานข้อมูลในการทำงาน ยกระดับสู่ Digital Service

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติม  “หัวใจของกรมการปกครองอยู่ที่พื้นที่ ผมให้ความสำคัญกับภูมิภาค กับผลงานในพื้นที่ ดังนั้น ส่วนกลางต้องทำงานเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับคนภูมิภาค สำคัญ เราต้องทำงานกับ ทุกกรม ทุกกระทรวง แสวงหาความร่วมมือ เพื่อทำงานให้ได้  โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้วยหลัก รวดเร็ว  ถูกต้อง เป็นธรรม  ร่วมมือกันทำงานให้เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ผมจะสนับสนุนพวกเราอย่างเต็มที่

น้ำท่วมใต้พ่นพิษผักเบตงพาเหรดขยับเท่าตัว ผักชีพุ่งทะยานกก.ละ 300 บาท

น้ำท่วมภาคใต้เป็นเหตุ ส่งผลให้ราคาผักในตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงหลายชนิดมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ผักชีพุ่งทะยานกิโลกรัมละ 300 บาท

เมือวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจราคาผักที่ ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พบว่าราคาผักหลายชนิดมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยปรับขึ้นกิโลกรัมละ 10-20 บาท

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าผักหลายชนิดมีราคาสูงขึ้น เช่น ผักบุ้ง จากเดิมกิโลกรัมละ 30-40 บาท ปรับราคาขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 60 บาท และผักชี เป็นสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นมากเป็นพิเศษ โดยจากเดิมกิโลกรัมละ 80 บาท ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 300 บาท (ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผัก)

จากการสอบถามพ่อค้าที่จำหน่ายผักสดในตลาด ได้ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่ราคาผักปรับเพิ่มสูงขึ้นมาจากการประสบปัญหาภัยพิบัติ 2 ส่วนหลักๆ คือ 1.หลายพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกผักได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผักที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหาย และ 2.การที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำร่องแปลงผักได้ตามปกติ จึงทำให้ผักหลายชนิดไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตามปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณผักในตลาดลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาผักมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาดและส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่เบตง

บุกค้นบริษัทย่านนนทบุรีบี้แช่แข็งเถื่อนขยายผลตีนไก่เถื่อนกว่า 200 ตัน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น กก.2 บก.ปอศ. สถานที่ตรวจค้น

1.)อาคารสำนักงาน ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ตามหมายค้น ศาลจังหวัดนนทบุรีที่ ค1006/2568 ลงวันที่ 19 พ.ย.68
2.สถานที่เก็บสินค้า (ห้องแช่เย็น) ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 4 ถ.บ้านกล้วย-ไทรน้อย ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี (เขตปลอดอากร) ตามหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ ค1005/2568 ลงวันที่ 19 พ.ย.68

ตรวจยึดพยานหลักฐาน เอกสารสำคัญในการเชื่อมโยงทางคดีหลายรายการ กว่า 100 ฉบับซึ่งคาดว่าจะมีการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

– สำแดงเท็จหลีกเลี่ยงข้อจำกัด ตามมาตรา 202 มาตรา 244 ประกอบมาตรา 242 และ มาตรา 243 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 
– นำเข้าตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 โดยฝ่าฝืน มาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และความผิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

พฤติการณ์ ด้วยเมื่อต้นเดือนกันยายน พ.ศ.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. ร่วมกับ กรมปศุสัตว์และกรมศุลกากร ได้ทำการตรวจยึดและทำการเปิดตู้สินค้าที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพ พบขาไก่ดิบแช่แข็ง จำนวน 230,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมนำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ต่อมาได้มีการดำเนินคดีกับบริษัทรุ่งเรือง โฟรเซ่น จำกัด พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อทำการขยายผลพบว่า นายธีรพนธ์ฯ กรรมการบริษัทรุ่งเรือง โฟรเซ่น จำกัด

ผู้ต้องหาในคดีนี้นั้น มีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอีก จำนวน 4 แห่ง และพบว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลหนึ่ง ซึ่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีในความผิดเดียวกันไว้แล้ว เมื่อปี พ.ศ.2567 พบหลักฐานยังเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง โดยมีรูปแบบแผนประทุษกรรมที่คล้ายคลึงกันกับกลุ่มขบวนการของนายทุนที่ลักลอบนำเข้าตีนไก่,หมูเถื่อน จากต่างประเทศ ก่อนหน้านี้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ. ได้สืบสวนขยายผลและขออนุมัติหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี จำนวน 2 หมาย เข้าตรวจค้นสถานที่เก็บสินค้าและอาคารสำนักงาน ในย่าน จ.นนทบุรี เพื่อขยายผลและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ. ระบุว่า  “ในการเข้าตรวจค้นทั้ง 4 บริษัทในครั้งนี้ ก็เกิดจาก เมื่อต้นเดือนกันยายน 2568 มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์และกรมศุลกากร ในการตรวจยึด ขาไก่ดิบแช่แข็ง จำนวน 230,000 กิโลกรัม ที่ผิดกฎหมายไว้ ที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพ และต่อมาพบว่าได้มีการรวมดำเนินคดีไปแล้วกว่า 8 คดี ที่ บก.ปอศ. และยังพบข้อพิรุธสงสัยมากมาย จึงได้ตั้งทีมสืบสวนขึ้นมา เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจนพบว่ามีผู้ต้องหาที่คอยบงการ มีความเชื่อมโยงกับ คดีหมูเถื่อน – สวมสิทธิขาไก่เพื่อส่งออก

ทั้งนี้พบว่าเคยถูกดำเนินคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มาด้วยแล้ว และจากการตรวจค้นในครั้งนี้แม้ว่าจะไม่พบของผิดกฎหมาย แต่ได้มีการตรวจยึดเอกสารสำคัญต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินคดีกับผู้บงการและผู้ร่วมกระทำความผิดได้ทั้งหมด”

นาทีประวัติศาสตร์! สาวงามเม็กซิโกคว้ามิสยูนิเวิร์ส 2025 “วีนา” คว้ารอง 1

เวที Miss Universe 2025 ที่ประเทศไทย จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สมฐานะการเป็นเจ้าภาพจัดการประกวด ครั้งที่ 74 ท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่มฮอลล์ ลุ้นมงกุฎประทับสู่นางงามที่ตัวเองชื่นชอบ ทว่าผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเท่านั้น ตกเป็นของ ฟาติมา บอช เฟอร์นันเดซ สาวงามตัวแทนจากประเทศเม็กซิโก ขณะที่ วีนา ปวีนา ซิงห์ ตัวแทนสาวไทยได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ท่ามกลางกองเชียร์ทั่วโลกเดือด ไม่พอใจผลการตัดสิน

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เวลา 08:00 น. ตามเวลาประเทศไทย การประกวด Miss Universe 2024 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะการเป็นเจ้าภาพจัดการประกวด คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณราอูล โรชา คานตู จาก Miss Universe Organization (MUO) Mr. Mario Bucaro ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MUO

เปิดเวทีด้วยโชว์สุดปังของศิลปินไทยหนึ่งเดียวที่ได้รับเกียรติ เจฟ วรกมล ซาเตอร์ หรือ เจฟ ซาเตอร์ ขึ้นโชว์พลังเสียง “ร้องสด” ถึง 3 เพลง  Passion Fruit , Ride or Die, และ Black Tie สะกดทุกสายตาภายใน อิมแพค ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี และที่กำลังรับชมทาง AIS PLAY ผสาน Opening Show ของสาวงามผู้เข้าประกวด 120 ประเทศ ต่อด้วยการแนะนำตัว ก่อนที่พิธีกร Steve Byrne (สตีฟ เบิร์น) ประกาศชื่อผู้เข้ารอบ 30 คนเข้ารอบ

ได้แก่ India / Guadeloupe / China / Thailand / Dominican Republic / Brazil / Rwanda / Cote d’ ivoire / Colombia / Netherlands / Cuba / Bangladesh / Japan / Puerto Rico/ USA / Mexico / Philippines / Zimbabwe / Costa Rica / Malta / Chile / Canada / Miss Universe Latina / Croatia / Venezuela / Guatemala / Palestine / Nicaragua / France / Paraguay (Winner of the People’s Choice Award)

อวดโฉมในชุดว่ายน้ำ ซึ่งผู้เข้าประกวดทุกคนต่างโกยคะแนนในรอบนี้อย่างเต็มที่ พิธีกรประกาศ 12 คนสุดท้ายได้แก่  Chile / Colombia / Cuba / Guadeloupe / Mexico / Puerto Rico/China / Venezuela / Philippines / Thailand /Malta / Cote d’ivoire  พร้อมโชว์ชุดราตรีสุดอลังการ พลังมีเท่าไหร่ใส่สุด เสียงเชียร์สนั่นฮอลล์ ทุกย่างก้าวมีความหมายเพื่อเก็บคะแนนจากคณะกรรมการให้มากที่สุด เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสู่รอบ 5 คนสุดท้าย เพื่อหาสาวงามที่จะครองมงกุฎ “มิสยูนิเวิร์ส 2025” ในประวัติศาสตร์เจ้าภาพประเทศไทย ครั้งที่ 74

พิธีกรประกาศผู้เข้ารอบ 5 คน สุดท้าย  Thailand / Cote d’ ivoire / Mexico / Philippines / Venezuela สู่รอบการตอบคำถาม ซึ่งนางงามทุกคนทำได้อย่างยอดเยี่ยม

จากนั้นพิธีกรประกาศผลการตัดสิน Miss Universe 2025 ตำแหน่ง รองอันดับ 4 ได้แก่ Cote d’ivoire : โอลิเวีย ยาเซ่ (Olivia Yacé) ตำแหน่งรองอันดับ 3 ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อาทิซา มานาโล (Ahtisa Manalo) ตำแหน่ง รองอันดับ 2 ได้แก่ เวเนซุเอลา “สเตฟานี อาเดรียน่า อาบาซาลี นัสเซอร์” (Stephany Adriana Abasali Nasser) ท่ามกลางกองเชียร์ลุ้นเดือดสุด เมื่อ ไทยแลนด์ จับมือ เม็กซิโก โดยผลการตัดสินปรากฏว่านางงามเม็กซิโก ฟาติมา บอช เฟอร์นันเดซ (Fátima Bosch Fernández) คว้าตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์ส 2025 ทำให้ วีนา ปวีนา ซิงห์  จากไทยแลนด์ ได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ไปอย่างน่าเสียดาย

สำหรับมงกุฎ Miss Universe 2024 ออกแบบโดย Jewelmer แบรนด์เครื่องประดับชั้นนำจากฟิลิปปินส์ ประดับด้วยไข่มุก South Sea ของฟิลิปปินส์ โดยมี วิกตอเรีย เคียร์ ธีลวิก Miss Universe 2024 จากเดนมาร์ก เป็นผู้สวมมงกุฎให้ งานประกวดปีนี้ยังได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญของวงการนางงามและผู้บริหาร MUO ร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ คุณราอูล โรชา คานตู, คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล, Mr. Mario Bucaro และ Miss Universe 2024 วิกตอเรีย เคียร์ ธีลวิก โดยมีกรรมการผู้ตัดสินรอบไฟนอลจำนวน 8 คน ได้แก่ ดร. นก ชลิดา, อิสมาเอล คาลา, ไซน่า เนห์วาล, อันเดรีย เมซา, นาตาลี เกลโบวา, ชารอน ฟอนเซกา ฯลฯ 

กำลังพลถือปืนอารักขาลงแขกช่วยเกษตรกรบ้านหนองหญ้าแก้วเกี่ยวข้าว

กองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกตูม จังหวัดสระแก้ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและเกษตรกรในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว บนพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยจัดกำลังพลร่วมดูแลเส้นทาง เข้า–ออกพืชผล ช่วยเก็บเกี่ยว ลำเลียงผลผลิต และประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนบทบาทกองทัพบกที่ไม่เพียงรักษาอธิปไตยของชาติ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความอุ่นใจให้ชุมชนชายแดน ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัยบนแผ่นดินไทย

กำลังพลในพื้นที่ได้รับคำสั่งชัดเจนให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง ทั้งความเรียบร้อย ความปลอดภัย และความรวดเร็ว เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กองกำลังบูรพาเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2568 และมีแผนดำเนินการต่อเนื่องในช่วง 20–24 พฤศจิกายน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 71 ไร่ตามการร้องขอของประชาชน

ภารกิจนี้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานชัดเจนว่า “กองทัพบกพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ” ทั้งในด้านความมั่นคงและการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนไทยอยู่ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และสงบสุข

.

อาชีพแปลก ลงทุนน้อยรายได้ดีแค่ “เปิดเสียง-ไฟล่อ” ดักแมงกระชอนหน้าบ้าน

อาชีพแปลก  ลงทุนน้อย แต่สร้างรายได้เป็นอย่างดี มีชาวบ้านรายหนึ่ง อาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านสันดันหมู่ที่ 5 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  เปิดลำโพงเปิดเสียงแมงกระชอนดักจับแมงกระชอนหน้าบ้านทุกคืน มีรายได้จากการขายตัวแมงกระชอนคืนละ 200 กว่าบาทโดยไม่ต้องออกแรงย่ำโคลน หรือส่องไฟเดินหา ก็ได้เงินใช้ทุกวัน 

แมงกระชอน หรือ แมงจีซอน ตามภาษาพื้นบ้านเรียกกันติดปาก แมงกระชอนเป็นสัตว์ตระกูลจิ้งหรีด อาศัยอยู่ในดินซึ่งจะขุดรูอยู่ใต้ผิวดินทั่วไปจัดส่งเสียงร้องกรี๊ดๆเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งตัวผู้หรือตัวเมียหากได้ยินเสียงร้องนี้ก็จะออกมาหากันครั้งละ 3-4 ตัวแล้วก็จะเยอะขึ้นเหมือนกับแมลงเม่าที่เห็นแสงไฟ เทคนิคที่จะได้แมงกระชอนออกมาเยอะๆง่ายนิดเดียว

เพียงแค่  มีอุปกรณ์มีเพียงโคมไฟ อ่างน้ำ และลำโพง พร้อมเปิดเสียงเรียกแมลงที่มีอยู่ทั่วไปในยูทูบ เพียงไม่นานแมงกระชอนที่ซ่อนตัวอยู่ตามดินและในสวนจะบินมาตอมไฟก่อนจะร่วงตกในอ่างน้ำจำนวนมากเกิน  ซึ่งได้ทำการเปิดเสียงดักจับแมงกระชอนมา 2 ปีแล้วมีรายได้ทุกวัน

นางปน คำเรียบร้อย ชาวบ้าน กล่าวว่า ได้ทำที่ดักจับแมงกระชอนที่หน้าบ้าน โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านง่ายๆขุดหลุมลึกประมาณ 20 เซนติเมตรกว้าง 1 เมตร ลองก้นหลุมด้วยพลาสติกเทน้ำใสลงไปในหลุมพอประมาณ จากนั้นจะใช้ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เปิดเสียงล่อโดยเปิดลำโพงบลูทูธเป็นเสียงแมงกระชอน ใช้ไฟสีม่วงแขวนล่อไว้ด้านบนปากหลุม ข้างล่างจะใช้เป็นไฟสีชมพูล่อถึงจะมา

ถ้าไม่เปิดเสียงมันก็จะไม่มายิ่งเปิดดังยิ่งดี   เมื่อแมงกระชอนได้ยินเสียงก็จะพาออกมาตกลงไปในหลุมที่มีน้ำขัง จากนั้นก็รอตักใส่ภาชนะแล้วเอามานึ่ง ถ้าขายเป็นตัวจะขายร้อยละ 70 บาท ซึ่งจะมีพวกนักตกปลามาซื้อ ถ้าเอามาล้างทำความสะอาดและนึ่งให้สุก เพื่อที่จะขายต่อให้กับร้านขาย

แมลงทอดก็จะมีแม่ค้าพ่อค้ามารับซื้อถึงที่บ้าน  ซึ่งพ่อค้า-แม่ค้าจะนำมาคั่วหรือทอดพร้อมปรุงรสให้รสชาติเค็มๆมันๆกลมกล่อม  ราคาขายแมงกระชอนนึ่งสุก ขายกิโลกรัมละ 160 บาท เฉลี่ยคืน 1 ได้แมงกระชอน 2 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตามหากในช่วงหน้าร้อนจะได้มากกว่า 2 กิโลกรัม แต่ตอนนี้หน้าหนาวจะได้คืนละ 1 กิโลกรัมโดยเปิดเสียงแมงกระชอนไว้ทั้งคืน ก่อน 6 โมงเช้าก็จะช้อนเอาตัวแมงกระชอนใส่ภาชนะไปนึ่งเพื่อรอขายส่งให้ลูกค้าต่อไป

โดย…มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี

ผู้การโคราช เปิดยุทธการ ตำรวจอาสา ป้องกันยาเสพติด-อาชญากรรม-ระงับเหตุคนคลุ้มคลั่งในชุมชน

นครราชสีมา –ผู้การโคราช นำร่องผนึกกำลังเปิดยุทธการ ตำรวจอาสา ป้องกันยาเสพติดอาชญากรรม ระดมชุมชนสู้ภัยครั้งใหญ่ หลังสถิติอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิด “โครงการตำรวจอาสาป้องกันยาเสพติดและอาชญากรรม ตำบลหัวทะเล โดยมี นายเอกภพ โตมรศักดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลหัวทะเล ,พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และ พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รอง ผกก.ป. สภ.เมืองนครราชสีมา ร่วมถ่ายทอดความรู้และแนวทางป้องกันภัยในชุมชน ตามแนวคิด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร  รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 3 ที่ห้องประชุมบึงทะเล เทศบาลตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา

ภายในงานมีการอบรมให้ประชาชนเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และความไม่สงบในพื้นที่ พร้อมสาธิตสถานการณ์จริงในการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง เพื่อสร้างทักษะการช่วยเหลือในเบื้องต้นให้ชุมชน

พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์  กล่าว เน้นย้ำว่า การทำงานของตำรวจยึดหลักป้องกันเหตุร้ายก่อนเกิดเหตุ ตามพระบรมราโชวาทรัชกาลที่ 5 “การจับผู้ร้ายไม่ใช่ความชอบ หากแต่การป้องกันประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุขคือความชอบแท้จริง” สอดคล้องกับหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” พระราชทานโดยรัชกาลที่ 9 และพระราชดำรัสรัชกาลที่ 10 ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานด้วยความเสียสละเพื่อสันติสุขของประชาชน

ข้อมูลสถานการณ์พื้นที่ จ.นครราชสีมา ปีงบประมาณ 2568 พบการจับกุมยาเสพติดถึง 6,694 ราย ผู้เข้าบำบัด 641 ราย ขณะคดีอาชญากรรมเกิดขึ้น 21,704 คดี สูงขึ้นจากปีก่อนอย่างน่ากังวล ทำให้การป้องกันเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

สอดคล้องกับนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า” ที่มุ่งลดภัยอาชญากรรม ยาเสพติด อาวุธผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยภาค 3 ได้กำหนดแนวทางให้ทุกโรงพักเร่งรัดงานป้องกัน พัฒนาความร่วมมือเครือข่ายชุมชน และจัดตั้งอาสาสมัครเฝ้าระวังภัยในทุกพื้นที่เสี่ยง

โครงการตำรวจอาสาตำบลหัวทะเลจึงเกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างตำรวจและชุมชน โดยคัดเลือกประชาชนจากทุกหมู่บ้านเข้ารับการอบรม ก่อนร่วมกันวางแนวทางป้องกัน ตรวจตราพื้นที่ และแก้ไขปัญหาในเชิงรุก

ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนคือหัวใจสำคัญในการเฝ้าระวังและตัดวงจรอาชญากรรมอย่างยั่งยืน เป้าหมายสูงสุดคือสร้าง “ชุมชนหัวทะเลเข้มแข็ง” ที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยให้ทุกครอบครัวในพื้นที่

โดย…นายประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน