รฟฟท. จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้”

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้” ณ โรงเรียนวัดสนามนอก อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของชาติที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนในด้านการศึกษาให้มีผลการเรียนที่ดีแล้ว ควรให้การดูแลเอาใจใส่และสนับสนุนเด็กและเยาวชนในกิจกรรมด้านต่าง ๆ รวมถึงทักษะ พัฒนาการด้านต่าง ๆ ในการเรียนรู้ให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนของชาตินั้น ห่างไกลจากยาเสพติด อบายมุข หรือลดการเกิดอาชญากรรมในเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสังคมมาโดยตลอด จึงได้มีแนวคิดจัดโครงการ “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้” ในวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 โดยจัดให้มีการปรับปรุงพื้นที่ในสถานศึกษา ได้แก่ ห้องพละ และห้องนาฏศิลป์ เพื่อให้โรงเรียนวัดสนามนอก มีห้องนันทนาการเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงยังสามารถใช้เป็นห้องเพื่อการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมและมีประโยชน์ สร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้กับเด็ก รวมถึงการปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ ให้มีความสวยงาม สะอาดปลอดภัยอีกด้วย

โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ซึ่งบริษัทได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก และเยาวชน มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคม อีกทั้งการส่งเสริมในเรื่องการศึกษายังเป็นการช่วยบ่มเพาะต้นกล้าที่ดี คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ทำให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการพัฒนาในด้านการศึกษาให้กับเด็ก และเยาวชน จึงถือเป็นภาระกิจที่สำคัญของบริษัทฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศชาติ และสังคมอีกด้วย

“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

ADVERTISEMENT

เชิญเที่ยวตลาดนัดชุมชนคนพระโขนง 21-23 กรกฎาคมนี้ ที่สำนักงานเขตพระโขนง

เชิญเที่ยวตลาดนัดชุมชนคนพระโขนง 21-23 กรกฎาคมนี้ ที่สำนักงานเขตพระโขนง

นางสาววรุณลักษณ์ พลหาญ ผู้อำนวยการเขตพระโขนง เปิดโครงการตลาดนัดชุมชนคนพระโขนงขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนที่ทำการค้าการขายจากชุมชน ทั้ง 44 ชุมชน วิสาหกิจชุมชน รวมถึงสถานประกอบการ sme ที่มีแบรนด์ของตัวเอง นอกจากนี้ได้จัดเวที เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้ น้องๆ เยาวชน ผู้สูงอายุ ที่มีความสามารถในศิลปะหลากหลายแขนง/ศิลปินเปิดหมวก มานำเสนอผลงาน

ในวันที่ 21-23กรกฎาคม โดยตลาดนัดจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า
มีใส่บาตรตอนเช้า 7.00น
เริ่มเปิดตลาด 9.00น.
ส่วนเวทีกิจกรรม จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17:00 – 21:00 น ภายใต้ Concept นุ่งผ้าไทย จ่ายตลาด ใส่บาตรวันศุกร์

โดยมีพันธมิตรคุณ คุณณัฐวดี พิพิธวณิช ผู้อำนวยการผลิตรายการ The People Show สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และคุณอริสรา วังอุทัย ณ ลำปาง ผู้อำนวยการโรงเรียนสืบสานศิลปวัฒนธรรมล้านนา เขตพระโขนง ช่วยสนับสนุนประชาสัมพันธ์กิจกรรม

จึงขอเชิญชวนมาช่วยสนับสนุนสินค้าชุมชน มาชิม มาชอปปิ้งกันทั้งของกินของใช้เสื้อผ้า พบกันที่สำนักงานเขตพระโขนงอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้ามาสะดวกสบาย
แล้วพบกันนะคะ

ADVERTISEMENT

พานาซี นำทัพดันธุรกิจ Wellness & Tourism พุ่งเป้าสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

พานาซี นำทัพดันธุรกิจ Wellness & Tourism พุ่งเป้าสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

ให้การท่องเที่ยวไทย เปิดโครงการ “Wealthyy Thailand เสริมสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย” หนุนธุรกิจเชิงสุขภาพให้ชุมชนทั่วประเทศ
จากการตั้งเป้าหมายของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2566 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไม่น้อยกว่า 25 – 30 ล้านคน และมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 2.38 ล้านล้านบาท และจากสถิติในปี 65 ในส่วนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมารักษาตัวในประเทศไทยจำนวน 10.5 ล้านคน สร้างรายได้ใน”การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” มีมูลค่าถึง 1.9 หมื่นล้าน ดังนั้นในปี 2566 ที่คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยมากถึง 25-30 ล้านคน จึงทำให้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีแนวโน้มที่จะมีรายได้ที่เติบโตและมาแรงที่สุด

พานาซี จึงได้มองเห็นโอกาสของตลาด Wellness ของประเทศไทย ที่จะเติบโตถึง 2.5 หมื่นล้านบาท จึงประกาศเปิดตัว โครงการ Wealthy Thailand (Connect Thailand to success together) เพื่อความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยธุรกิจเชิงสุขภาพ พร้อมเปิดแพลตฟอร์มด้านการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และแพลตฟอร์มการให้ความรู้ด้านสุขภาพ โดยเปิดตัวโครงการ “Wealthyy Thailand เสริมสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย” จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา เพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการ และผู้สนใจในธุรกิจ Wellness มาร่วมเติบโตไปด้วยกันกับพานาซี พร้อม ชูกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่คุณที่เติบโต ประเทศไทยก็เติบโต


นางศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหาร PANACEE MEDICAL CENTER ได้ทุ่มจัดงานขึ้นเพื่อเชิญชวนผู้สนใจ เข้าร่วมธุรกิจด้านสุขภาพง่ายๆไปกับพานาซี โดยกล่าวว่า “เพราะพานาซี ได้มองเห็นโอกาสของตลาด Wellness ในประเทศไทยที่จะเติบโตถึง 2.5 หมื่นล้านบาท เราจึงปักหมุดหมายเพื่อสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้กับคนไทยทั่วประเทศ เพราะเราเชื่อว่าทุกคน ทุกธุรกิจ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในตลาดด้าน Wellness & Tourism ได้ เรามุ่งหวังจะสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในทุกชุมชน เพิ่มมูลค่าสินค้าและการบริการ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับคอมมูนิตี้ในแต่ละจังหวัด ให้สามารถผสานร่วมไปกับสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เป็น soft power เพื่อเพิ่มรายได้ให้ตัวเอง และยังสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ด้วยเศรษฐกิจที่เป็นดาวรุ่งในยุคนี้ นั่นคือเศรษฐกิจสุขภาพ WELLNESS ECONOMY นอกจากจะสร้างสุขภาพดีให้คนไทยและคนทั่วโลกแล้ว ยังหนุนให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจในแต่ละชุมชน(LOCAL BUSINESS) ที่จะเติบโตไปด้วยธุรกิจ WELLNESS
โดยในงาน “Wealthyy Thailand เสริมสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย” 

เป็นการผสานความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐฯ และเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.),สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, Depa(สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) และในภาคเอกชนที่ร่วมกันขับเคลื่อน ก็มี PANACEE , SAFE T TRAVAL และ MISS TOURISM WORLD ที่จะมาช่วยกันผสานพลังให้โครงการนี้ ได้เผยแพร่ไปสู่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ให้เชื่อมโยงก้าวเข้าสู่ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างง่ายดาย เป็นซอฟเพาเวอร์ที่จะดึงเม็ดเงินจากนานาชาติให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้มหาศาล โดยเราจะมีการเปิดตัว 3 แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกัน คือ
แพลตฟอร์มการให้ความรู้ด้านสุขภาพ ( PANACEE ACADEMY )
แพลตฟอร์มด้านสินค้าสุขภาพ ( PANACEEMED )
แพลตฟอร์มด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ SAFE T TRAVAL

โดยเรายังได้ MISS TOURISM WORLD จะมาผสานพลังสร้างทูตการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมทุกจังหวัด ดังนั้นทุกแพลตฟอร์มจะเชื่อมโยงกัน หนุนให้เกิดเป็นธุรกิจเชิงสุขภาพ เพื่อต้อนรับและบริการแก่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เพราะประเทศไทยเรามีทรัพยากรอยู่แล้วอย่างเพรียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว อาหารที่มีชื่อเสียง การบริการ การนวด สปา แผนแพทย์ไทย และสมุนไพรอันเลื่องชื่อ เพียงแค่คุณต้องการที่จะเพิ่มเติมในด้านความรู้ (Health wisdom) และ เพิ่มการเข้าถึงสินค้าและ บริการสุขภาพให้ได้ง่ายขึ้น คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในตลาด Wellness & Tourism สามารถสร้างสุขภาพที่ดี รายได้ที่มั่งคั่ง เติบโต และ นำเงินตราเข้าประเทศ เป็นการสร้างรายได้ให้กับคนไทยและประเทศไทยอย่างยั่งยืน ดิฉันจึงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจธุรกิจนี้ เพื่อเราจะมาร่วมเติบโตในธุรกิจแห่ง WELLNESS ไปด้วยกัน เพราะไม่ใช่แค่คุณที่เติบโต ประเทศไทยก็เติบโตค่ะ” นางศิริญา กล่าว
ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.WealthyyThailand.com
###
ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์
อุมา จงสิริวิทยา (น้อง) โทร. 081-899-5395

ADVERTISEMENT

พิธีมอบเกียรติบัตรให้นักศึกษาที่จบคอร์สภาษาเปอร์เซีย โดย ฯพณฯเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

พิธีมอบเกียรติบัตรให้นักศึกษาที่จบคอร์สภาษาเปอร์เซีย โดย ฯพณฯเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

วันที่10 ก.ค. 66
นักศึกษาเรียนภาษาเปอร์เซีย ประจำศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม นำโดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน คณบดีคณะ

รัฐประศาสนศาสตร์/ผู้อำนวยการศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม พร้อมกับท่านไกรเดช บุนนาค ที่ปรึกษาศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา ร่วมพิธีมอบเกียรติบัตรให้นักศึกษาที่จบคอร์สภาษาเปอร์เซีย โดย ฯพณฯเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ

*ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเป็นศูนย์ให้บริการทางวิชาการด้านอิหร่านศึกษา และเปิดสอนภาษาเปอร์เซีย วรรณกรรมเปอร์เซีย อีกทั้งจัดอบรมเกี่ยวกับอิหร่านศึกษา และจัดการท่องเที่ยวประเทศอิหร่าน

ADVERTISEMENT

CETILAR®ครีมทานวดนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่จากประเทศอิตาลี

CETILAR®ครีมทานวดนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่จากประเทศอิตาลี

เผยผลตอบรับดีเกินคาด พร้อมตั้งเป้าเติบโต 30% ด้วยความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย ได้รับการรับรองจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติประเทศอิตาลี ด้วยผลการวิจัยในผู้มีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อม และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ

คุณ พิชา อำมาตย์มณี Country Manager บริษัท อเมริกัน ไต้หวัน ไบโอฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า จากการที่บริษัทฯได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ CETILAR® จากประเทศอิตาลี และได้จัดจำหน่ายมาเป็นเวลากว่า 4 ปี ยอดขายได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งบริษัทฯมั่นใจว่า ในปีนี้ CETILAR® จะมียอดขายเติบโตมากกว่า 30% ครับ เนื่องจาก CETILAR®เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับปัญหาของกลุ่มคนที่อยากออกไปใช้ชีวิต แต่มีอุปสรรคในเรื่องของข้อต่อและการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นโรคข้อเสื่อมในผู้สูงวัยก็ดี ผู้ที่สนใจสุขภาพและออกกำลังกายก็ดี เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว ตอนนี้เรามีจำนวนประชากรผู้สูงวัยเกือบ 20% หรือมากกว่า 12 ล้านคน และกว่า 6 ล้านคนของประชากรไทยเป็นโรคข้อเสื่อม เมื่อรวมกับ กลุ่มคนรักสุขภาพที่ออกกำลังกายและมีโอกาสบาดเจ็บจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่มากขึ้น จะเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี
โดยความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ CETILAR® เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่แตกต่างไปจากครีมทานวดบรรเทาปวดทั่วไป โดยการใช้สารสกัดกรดไขมันจากพืชในธรรมชาติ นำมาทำปฏิกิริยากับ Cetyl Alcohol เกิดเป็นสารสกัด Cetylated Fatty Acid หรือที่รู้จักกันดีในชื่อสาร CFAs ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น สามารถถูกดูดซึมผ่านชั้นผิวหนังไปยังข้อต่อและกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว ประการสำคัญคือ สาร CFAs มีส่วนประกอบหรือโครงสร้างคล้ายคลึงกับกรดไขมันที่พบในข้อต่อของมนุษย์ ทำให้ช่วยในการฟื้นฟูข้อต่อที่เสื่อมสภาพ ข้อต่อเคลื่อนไหวดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ ส่วนในเรื่องของประสิทธิภาพและความปลอดภัย เราให้ความมั่นใจได้ เพราะ CETILAR® เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการรับรองโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติประเทศอิตาลี รวมถึงมีการศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ผลงานวิจัยเหล่านี้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ CETILAR® ได้เป็นอย่างดี สำหรับ
ภาพรวมตลาดของธุรกิจ กลุ่มผลิตภัณฑ์บรรเทาปวดชนิดใช้ภายนอก ในปัจจุบันมีมูลค่าตลาด(สูงถึง) 1,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากภาพรวมของโครงสร้างตลาด, แนวโน้มการเจริญเติบโต และจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ CETILAR® ทำให้เราเชื่อว่า CETILAR® ยังมีพื้นที่ที่จะเติบโตได้อีกเยอะมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เรื่องของการบรรเทาปวด ซึ่ง CETILAR® จะแตกต่างจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่อย่างสิ้นเชิงในด้านช่วยการทำงานและการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ในขณะที่เราเพิ่งจะเริ่มขยายช่องทางการจัดจำหน่าย จึงมีโอกาสให้ CETILAR® เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดได้อย่างแน่นอน
ในปี 25 66 ทางบริษัท ตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งการตลาด และมองว่าทุกแบรนด์มีเป้าหมายร่วมกัน คือช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อต่อหรือมีอาการปวดตามบริเวณต่างๆของร่างกาย ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติอีกครั้ง ทุกแบรนด์เป็นแรงบันดาลใจให้เราด้วยซ้ำ ที่ทำให้เราอยากนำเข้า CETILAR® มาให้คนไทยรู้จัก หรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่และ ตั้งเป้าหมาย CETILAR® จะสามารถทำยอดขายได้ถึง 30 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่ง 2% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยจะแบ่งเป็น 2 ช่องทางการจัดจำหน่ายคือ ช่องทางโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ ซึ่งปี 2565 มีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี และที่เพิ่งจะเริ่มทำคือ B2C ผ่านช่องทาง e-commerce platforms รวมถึง on-site events ต่างๆ สำหรับปีที่แล้วมีมูลค่าอยู่ที่ 1.6 ล้านบาทต่อปี
ด้านกลยุทธ์การตลาด แบ่งเป็น 3 ส่วน
ในส่วนแรกเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดตั้งแต่เริ่มการจัดจำหน่าย CETILAR® คือการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และงานวิจัยต่างๆ กับแพทย์ผู้ทำการรักษา นักกายภาพบำบัด เภสัชกร รวมถึงพยาบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่ CETILAR® ไม่เคยละเลย สิ่งเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ CETILAR® ได้อย่างยั่งยืน
ส่วนที่สองจะเป็นการทำ Direct marketing ผ่านช่องทาง online-onsite หรือ B2C ที่เราเพิ่งเริ่มขยายช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น จุดประสงค์หลักเพื่อที่จะทำให้ CETILAR® เข้าถึงกลุ่มคนที่รักและดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา CETILAR® ได้เริ่มเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานกีฬาและอีเว้นท์ต่างๆ บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานวิ่งมาราธอน ตั้งแต่งาน Fun Run อย่าง Bikini Run ไปจนถึงงาน Full marathon งาน Ultra trail งานแข่งฟุตบอลไทยลีก งานแข่งขันแบดมินตัน และงาน Golf Expo และในอนาคตเรามีแผนที่จะเข้าร่วมงานเพื่อสุขภาพและผู้สูงวัยอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของการผลิตสื่อออกสู่สาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นทาง social media ของ CETILAR® Thailand ทาง FB Page, LineOA และ Official Website ของ CETILAR® ในประเทศอิตาลี โดยในปีนี้เราได้ทำหนังโฆษณา CETILAR® the series ที่จะมานำเสนอ 3 เรื่องราวผ่านหนึ่ง ครอบครัว ว่า CETILAR® จะสามารถช่วยดูแลเราได้อย่างไร ในแง่มุมใดบ้าง สำหรับแผนธุรกิจใน1-2 ปีข้างหน้าแผนธุรกิจหลักๆของเรา คือการขยายฐานลูกค้า โดยการแนะนำ CETILAR® ให้คนไทยรู้จักและเป็นทางเลือกในการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างโอกาสให้ CETILAR® ได้เข้ามาช่วยเหลือและดูแล กลุ่มคนที่อยากดูแลสุขภาพ กลุ่มคนที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้พวกเขาเหล่านั้น มีความมั่นใจและสามารถออกไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
นอกจากนั้น สิ่งที่ทางบริษัทจะโฟกัสมากขึ้นต่อจากนี้คือการดูแลฐานกลุ่มลูกค้าที่มีการใช้ CETILAR® อย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก CETILAR® เป็นครีมทานวดที่สามารถใช้ได้ระยะยาวโดยไม่มีผลข้างเคียง จำนวนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำจึงมีสูงถึงเกือบ 50% และ Big data จะถูกนำมาใช้ในการดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ และขยายฐานลูกค้าให้ใหญ่ขึ้นจากระบบ CRM
ตอนนี้ CETILAR® ชนิดครีมทานวดเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตข้างหน้า CETILAR® จะมีกลุ่มสินค้าในรูปแบบอื่นๆมาเสริมทัพ และช่วยดูแลคนไทยไปด้วยกัน
ติดตามข้อมูล ข่าวสารได้ที่
หมายเลข 086-7858517
https://www.facebook.com/CetilarThailand
LineOA: @cetilar

ADVERTISEMENT

สำนักงานอัยการอบรมป้องกันบุคคลสูญหาย

สำนักงานอัยการอบรมป้องกันบุคคลสูญหาย

นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานฝึกอบรมตาม “โครงการฝึกอบรมการปฏิบัติภารกิจตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย” เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

โดยมี อิทธิพร แก้วทิพย์ รองอัยการสูงสุด ร.ต.ท.อุทัย อาทิเวช รองอัยการสูงสุด โกวิท ศรีไพโรจน์ อธิบดีฝ่ายอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการ กุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน และ วีระชาติ ศรีบุญมา ผู้อำนวยการ สถาบันฝึกอบรมการสอบสวนชั้นสูง ร่วมให้การต้อนรับ ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ เมื่อวันก่อน

ADVERTISEMENT

หลวงพ่ออำนาจ นำทีมยุวฑูตสันติภาพโลก ประกาศความสำเร็จ ในรายการ เดอะพีเพิลโชว์ ททบ.5

หลวงพ่ออำนาจ นำทีมยุวฑูตสันติภาพโลก ประกาศความสำเร็จ ในรายการ เดอะพีเพิลโชว์ ททบ.5

เช้าวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส ประธานมูลนิธิปฏิจจสมุปบาท และ ประธานสงฆ์วัดเพื่อพระนิพพาน ประเทศเยอรมนี นำทีมยุวฑูตสันติภาพโลก ร่วมพูดคุยในรายการ เดอะพีเพิลโชว์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5 โดยมีวัตุถประสงค์ในการจัดทำโครงการ เพื่อสนับสนุนการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสันติภาพโลก จัดโดยมูลนิธิปฏิจจสมุปบาท ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ โดยหลวงพ่ออำนาจ ผลักดันโครงการนี้ ตามเจตนารมณ์ที่จะให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสันติภาพให้ได้ เนื่องจากตอนนี้ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 113 จาก 163 ประเทศทั่วโลก โดยเด็กๆ ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนเยาวชนไทยในการสร้างสรรค์เพื่อแสดงออกเรื่องสันติภาพไปในหลายประเทศ
โดยมีพลเอกวิสันติ สระศรีดา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกและคุณณัฐวดี พิพิธวณิชการ CEO รายการเดอะพีเพิลโชว์มาต้อนรับ

ติดตามชมย้อนหลังได้ ในรายการ เดอะ พีเพิล โชว์ วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 เวลา 07.00-08.00 น.
https://youtu.be/GuOufUuC0WI

ADVERTISEMENT

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “สานสัมพันธ์ ร่วมทำความดี ครั้งที่ 2”

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “สานสัมพันธ์ ร่วมทำความดี ครั้งที่ 2”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ CSR “สานสัมพันธ์ ร่วมทำความดี” ครั้งที่ 2 ปลูกป่าชายเลน ณ บ้านไม้ชายเลนรีสอร์ท คลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อระบบนิเวศ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะระบบนิเวศพื้นที่ชายฝั่งทะเลและอ่าวไทย(Marine and Coastal Ecosystem) ซึ่งปัจจุบันป่าชายเลนของประเทศไทยกำลังถูกบุกรุกและถูกทำลายลงไป 

โดยผู้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนต่าง ๆ ทำให้เกิดผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศในป่าชายเลนและระบบนิเวศอื่น ๆ ในบริเวณชายฝั่งและใกล้เคียงป่าชายเลน ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจ ประชาชนและของประเทศโดยรวม ยากที่จะฟื้นฟูให้กลับเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเดิมได้จึงควรหาทางป้องกันและขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นโกงกางเป็นไม้ชายเลนที่แปลก ขยายพันธุ์ค่อนข้างยาก เพราะต้องอาศัยระบบน้ำขึ้นลงในการเจริญเติบโต

ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้จัดทำโครงการสานสัมพันธ์ ร่วมทำความดี ครั้งที่ 2 กิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ บ้านไม้ชายเลนรีสอร์ท คลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อปลูกฝังให้พนักงาน รฟฟท. ตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวิถีชีวิตที่ใส่ใจ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษา ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมีสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดี (good citizen) โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสานสัมพันธ์ภายในองค์กรหล่อหลอมให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดี มีความรักความสามัคคีต่อกันมากยิ่งขึ้น อันนำไปสู่การทำงานที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อีกทั้งยังน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทาง ในการดำเนินการจัดกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย

“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ส่วนบริการลูกค้าสัมพันธ์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

ADVERTISEMENT

พช.รับตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 (PMQA 4.0)

พช.รับตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 (PMQA 4.0)

วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นำเสนอการปรับกระบวนงานเพื่อมุ่งสู่ระบบราชการ 4.0 ผลงานที่โดดเด่น การสร้างความรัก ความสามัคคี และวัฒนธรรมที่ดีขององค์กรและกรมการพัฒนาชุมชนในอนาคต โดยมี นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานคณะผู้ตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ และ รศ.ดร.โชติชนะ วิไลลักขณา ผู้ตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 (PMQA 4.0) โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย นายวิฑูรย์ นวลนุกูล นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนัก กอง ศูนย์ พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และภาคีเครือข่าย 7 ภาคีเครือข่าย ร่วมให้การต้อนรับและร่วมรับตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 (PMQA 4.0)

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยยุทธศาสตร์ภาครัฐในการพัฒนาชนบท ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและสร้างชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านแผนปฏิบัติราชการ 4 เรื่อง ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถบริหารจัดการและพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนการส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง การสร้างความร่วมมือและส่งเสริมบทบาทเครือข่ายการพัฒนาชุมชนทั้งในและต่างประเทศ และการพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย มีสมรรถนะสูง และมีธรรมาภิบาล บุคลากรมีอุดมการณ์และเชี่ยวชาญในงานพัฒนาชุมชน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดกว้างและเชื่อมโยงข้อมูลให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีพัฒนากรทำงานร่วมกับพี่น้องประชาชนครอบคลุมทุกพื้นที่ มีอุดมการณ์จิตวิญญาณนักพัฒนา สั่งสมความเชี่ยวชาญในการทำงานกับชุมชน มีความสามารถในการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน พัฒนากรเปรียบประดุจญาติผู้ใกล้ชิดที่รับรู้ปัญหาความต้องการและร่วมแก้ไขความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้บริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน นำแนวคิดของการพัฒนาระบบราชการ 4.0 มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กร ออกแบบงานบริการให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ถูกลง อาศัยหลักการประสานงานทุกภาคส่วน สร้างนวัตกรรมปรับเข้าสู่การเป็นดิจิทัล ภายใต้หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีให้กับพี่น้องประชาชน ใน 3 ประเด็น ประการแรก มีการเปิดเผยโปร่งใสในการทำงาน เปิดกว้างด้วยกลไกการมีส่วนร่วม และการบูรณาการสานพลังทุกภาคส่วน ร่วมกับ 7 ภาคีการพัฒนา ได้แก่ ภาครัฐ วิชาการ เอกชน ประชาสังคม ประชาชน ศาสนา และสื่อมวลชน จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 38 ฉบับ กับ 80 หน่วยงาน ร่วมพัฒนาพื้นที่ระดับตำบลด้วยกลไก 3 5 7 อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นา การขจัดความยากจน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมการใช้และสวมใส่ผ้าไทยตามโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกเพื่อมุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประการที่สอง ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมั่นและศรัทธาว่าคนทุกคนสามารถพัฒนาได้หากได้รับโอกาส ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้นำ กลุ่ม องค์กร เครือข่าย ด้วยการพัฒนาระบบงานบริการ ประชาชนใช้ประโยชน์จากข้อมูล มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการ อำนวยความสะดวก อาทิ การพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง สร้างสัมมาชีพชุมชน ชับเคลื่อนตำบลสู่ความเข้มแข็ง มีแหล่งทุนชุมชนหนุนเสริมอาชีพ พัฒนาระบบ E-Service ระบบลงทะเบียนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ออนไลน์ และการยกระดับการตลาดออนไลน์ (E-Commerce) และประการสุดท้าย กรมการพัฒนาชุมชนได้พัฒนาระบบ IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ การประเมินผลการปฏิบัติราชการผ่านระบบออนไลน์ การกำกับติดตามการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม ด้วยโปรแกรม BPM แพลตฟอร์มสารสนเทศเพื่องานบริการ “Click ชุมชน” แพลตฟอร์มสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ “CDD EIS พกพา” ศูนย์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาชุมชนขนาดใหญ่ CDD BIGDATA ระบบสำนักงานอัตโนมัติ OA สารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ e-saraban แผนพัฒนารายบุคคล IDP มาตรฐาน ISO 27001:2003 PDPA และระบบรักษาความปลอดภัยและสิทธิการเข้าถึงข้อมูล โปรแกรมจัดเก็บบันทึกและประมวลผล จปฐ.ออนไลน์ : SMART BMN ระบบประเมินความผาสุกออนไลน์ รวมถึงการประเมินความสุขมวลรวมของหมู่บ้าน GVH ใช้ KM พัฒนาคน พัฒนางาน แผนพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรในรูปแบบ 70 : 20 : 10 แผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี แผนพัฒนาดิจิทัล แผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ BCP และศูนย์ฝึกอบรมครบวงจร

ทั้งนี้ คณะผู้ตรวจประเมินฯ ได้ให้สอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้คำแนะนำ และได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลงานที่โดดเด่นของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ การขับเคลื่อนการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) การส่งเสริมและอนุรักษ์ผ้าไทย ดอนกอยโมเดล และการพัฒนาและบริหารการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่องานพัฒนาชุมชน CDD BIGDATA

ADVERTISEMENT

เจ้าอาวาสวัดคลองเตยนอกจัดกิจกรรม​”ปันน้ำใจให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน เขตคลองเตย”

เจ้าอาวาสวัดคลองเตยนอกจัดกิจกรรม​”ปันน้ำใจให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน เขตคลองเตย”

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2566 หลวงพ่อ พระมหานพโรจน์ ธมฺมิโก เจ้าอาวาสวัดคลองเตยนอก ได้มอบหมาย ให้ พระสมุห์กันตพัฒน์ สุภทฺโท, ดร. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดคลองเตยนอก พร้อมพระลูกวัดจำนวนหนึ่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่จิตอาสาของหน่วยงานต่างๆ ลงพื้นที่มอบข้าวสารและเงินช่วยเหลือยังชีพให้กับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนเขตคลองเตย ในโครงการ “ปันน้ำใจให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน เขตคลองเตย” (ครั้งที่ 4) ประจำเดือน มิถุนายน 2566 ณ ชุมชนเขตคลองเตย

กรุงเทพมหานคร (ชุมชนคั่วพริก และ ชุมชนหัวโค้ง)
ซึ่งโครงการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบรรเทาและช่วยเหลือสาธารณสงเคราะห์ให้กับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ยากไร้ในเขตคลองเตยและการพื้นที่ในทุกๆครั้ง เป็นการให้กำลังใจแก่ผู้สูงวัย และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างและปลูกฝังจิตอาสาให้กับพระสงฆ์ที่บวชเข้ามาใหม่ ตลอดถึงสร้างความสามัคคีในหมู่คณะของเจ้าหน้าที่จิตอาสา ในขณะที่ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม และในโครงการนี้ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน และจะดำเนินการโครงการต่อไปเรื่อยๆ

โดยมีผู้ให้การสนับสนุนหลักในกิจกรรมนี้

  1. การท่าเรือแห่งประเทศไทย
  2. คุณสุชัย พงษ์เพียรชอบ
    (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย)
  3. คุณครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
    (มูลนิธิดวงประทีป)
  4. คุณเชาวริศ ต๊ะพงษ์ ประธานศูนย์บรรเทาสาธารณภัยภูมินทร์ และคณะทีมงาน

ADVERTISEMENT